Friday, July 30, 2010

Jakarta Trip

ไม่เคยมีความคิดที่จะไปอินโดนีเซียอยู่ในหัวสมองอันน้อยนิดนี้เลย แต่ก็หนีไม่พ้นจนได้เมื่อ CEO ให้ไปประชุมกับ CCBI กับ Julian แต่ก็ไม่เลวร้ายเท่าไร เมืองจากาต้าไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไรแต่ก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังนิดหน่อยเท่าที่พอจะจำได้

Long Long Day
กลับจากไปบรรยายงานวิจัยที่โคราชมาถึง NYK ก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมง โชคดีที่สอนมาหลายปีแล้วและเอกสารสำหรับการสอนก็พร้อมอยู่เสมอ ถึงบ้านเปลี่ยนชุดและ pack เตรียมตัวขึ้นเครื่อง เลขาจูเลี่ยนแจ้งไฟลท์ของ Air Asia ไว้เรียบร้อยทั้งขาไปขากลับ เราพิมพ์เอกสารที่เกี่ยวข้องใส่ไว้ในซองสีน้ำตาลเผื่อต้องใช้และบันทึกข้อมูลบางส่วนลงในไอโฟน กล้องไม่ต้องเอาไป เตรียมชุดไปสองชุดก็พอรองเท้าหนังสีดำแบบเป็นทางการอีกคู่ กะว่าไม่โหลดของเข้าใต้ท้องเครื่องเพราะขี้เกียจรอตอนออกจากสนามบิน ก็มีเป้หลังหนึ่งใบกับกระเป๋าออนบอร์ดที่สามารถใส่บนที่เก็บของเหนือศีรษะได้ สอนตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงสองโมงครี่ง ก็บึ่งกลับมาเปลี่ยนชุดที่บ้าน เตรียมของและเอกสารอีกครั้ง ว่าจะไปเลยแต่ดูเวลาแล้วเร็วไปถ้ารอแอมกลับมาจากโรงเรียนก่อนก็ยังน่าจะทันเลยรอจนแอมลงจากรถโรงเรียน ของทุกอย่างเอาใส่รถแล้วก็ kiss goodbye ทั้งแอมและเอมี่ จากนั้นก็บึ่งรถไปสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรอขึ้นเครื่องตอนสองทุ่ม ไปถึงสนามบินก่อนหกโมงนิดหน่อย เช็คอินผ่านอินเทอร์เน็ตมาแล้วไม่ต้องรอเข้าคิวเหมือนคนอื่น บอร์ดดิ้งพาสก็พิมพ์มาแล้วต้องการเพียงแค่ให้ จนท.ประทับตราก็พร้อมบิน เริ่มหิวข้าวแล้วต้องหาอะไรกินหน่อย เห็นมีสปาเก็ตตี้น่ากินก็เลยนั่งจัดการซะหนึ่งจาน ไม่ค่อยอร่อยเท่าไรสู่เอมี่ทำไม่ได้ นั่งเล่นเน็ตเช็คเมลและ sms คุยกับจูเลี่ยนว่าเรากำลังจะตามไป จูเลี่ยนไปตั้งแต่แต่บ่ายโมงแล้วไปรออยู่ที่โรงแรม วันนี้เป็นวันที่ยาวนานมาก

From CCBI Visit in Jakarta


On Cramped AirAsia
ในที่สุดก็ได้มาอยู่บนเครื่อง low cost ที่ไม่มีอะไรเสิร์ฟ (ถ้าไม่ซื้อ) นั่งในเก้าอี้ที่หัวเข่าแทบจะติดกับเบาะคนข้างหน้า ไฟลท์นี้ใช้เวลาจากเมืองไทยไปจาการ์ต้าสามชั่วโมงกว่า เวลาที่โน่นเท่ากับที่บ้านเรา กว่าจะไปถึงก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน ที่นี่ดีอย่างคือไม่ต้องใช้วีซ่าถือพาสปอร์ตเดินเข้าหา ตม. ได้เลย เอ๋จองรถรับส่งไว้ให้แล้ว มีคนชูป้ายมารอรับ เป็นรถแคมรี่รุ่นใหม่ คนขับนั่งซะชิดด้านหน้าเหลือที่ว่างด้านหลังบาน โทรหา JC บอกว่าเรากำลังจะไป JC ให้เรารออยู่ที่ รร. จะไปรับแล้วพาไปดื่มเบียร์นิดหน่อย

First Night _ meets Paul
เรานั่งหลับไปสบายใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็ถึงโรงแรมกลางเมืองชื่อแกรน มหกรรม (Gran Maha Kam) น่าจะเป็นโรงแรมระดับสี่ห้าดาว ค่อนข้างเก่าแต่ยังหรูหรา ห้องก็เล็กและคลาสสิคดี เช็คอินเอากระเป๋าเก็บไว้ในห้องแล้วก็ลงมารอ JC มากับ Paul ในรถโตโยต้าแวน มีพลขับมาเรานั่งกันข้างหลังสามคน พอลพาไปใกล้ๆ เป็นผับไม่ใหญ่มาก มีฝรั่งและคนท้องถิ่นเต็มไปหมด มีวงดนตรีเล่นอยู่ตรงกลาง เรานั่งคุยและดื่มคนละสองขวดเบียร์เล็กก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนที่โรงแรม หลับสบายบนเตียงนุ่ม ๆ กับผ้าห่มเนื้อดี

First day in Jakarta
เรามีนัดกับ Debbie ซึ่งเป็น IT director ของ CCBI ตอนบ่ายโมง ก็เลยตื่นสายได้ แท็กซี่พาเราไปส่งที่ตึก Ericson ซึ่งเป็นเหมือ Office building มีหลายบริษัทแชร์กันอยู่ มี พนง.รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มแข็งแสดงให้เห็นว่ามีอันตราย อาจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไร เราแลกบัตรแล้วขึ้นไปชั้นแปด แล้วไปแลกบัตรอีกครั้งที่ CCBI แหมอะไรจะ secure กันขนาดนั้นแต่ก็ปลอดภัยกันไว้ก่อนดีกว่านะ จนท. พาเข้าไปพบ Debbie เราแนะนำตัวและสนทนาเรื่องงานกันเกือบชั่วโมงครึ่ง ได้กินโค้กอินโดเป็นครั้งแรก จริง ๆ แล้วเราน่าจะได้ไปดูระบบคอมพิวเตอร์ แต่ทาง CCBI เหมือนกับไม่ค่อยอยากให้เราดู หรือเค้าไม่ว่างที่จะพาเราไปทัศนศึกษาก็เป็นได้
From CCBI Visit in Jakarta
ประชุมเสร็จเรานั่งแท็กซี่กลับโรงแรม ถนนหนทางที่นี่บางที่ก็สะอาด(ส่วนใหญ่) แต่บางที่ก็น่ากลัว ลักษณะเมืองคล้าย ๆ เมืองขึ้นของพวกยุโรป ดูไปก็คล้ายพนมเปญในบางอารมณ์ สิ่งที่ดีของที่นี่คือเลนส์กลางเป็นเลนรถเมลโดยเฉพาะ ป้ายรถเมลมีไม่เยอะจะอยู่บนเกาะกลางถนน ถ้าจะขึ้นต้องปีนบันไดข้ามถนนไปยังเกาะกลาง รถเมลที่นี่เก่ามากและไม่มีรถเมลติดแอร์ให้เห็นซักคัน รถเบนซ์ที่นี่แทบจะไม่มีให้เห็นเท่าไร ไม่เหมือนกรุงเทพฯ



มาถึงโรงแรมนั่งปรึกษาเรื่องงานกันต่อที่บาร์ตรงล็อบบี้ สั่งคลับแซนด์วิชท์มาหม่ำ
พอลจะมารับตอนสี่โมงกว่าเพื่อไปยังร้านที่เป็นผับอังกฤษที่มีอาหารอร่อย ที่นี่เราพบกับชุมชนคนอังกฤษอีกชุดหนึ่ง เป็นหนุ่ม ๆ อังกฤษอีกสี่คนจำชื่อได้คนเดียวคือเควินที่เข้ามานั่งคุยกับเราบ่อย จากนั้นก็ไปแวะที่อพาร์ตเมนต์ของพอล คนอังกฤษนี่กินเบียร์พอกับคนเยอรมันเลย จากนั้นพอลก็พาตระเวณไปอีกร้านหนึ่ง และก็อีกร้านหนึ่งจนดึก กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็แทบหมดแรง

From CCBI Visit in Jakarta


From CCBI Visit in Jakarta


Second day
ตื่นเช้ามาโทรหาเอมี่ และลงไปทานอาหารเช้า กลับขึ้นมานั่งทำงานต่อจนใกล้เที่ยงจูเลี่ยนโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยง คนขับรถของพอลมารับเราหลังจากที่เช็คเอาท์เรียบร้อยแล้ว กว่าจะกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เกือบบ่ายสอง ไฟลท์ของเราบ่ายสี่โมงยี่สิบ คาดว่าน่าจะทันสบาย แต่ขาไปสนามบินนี่รถติดยิ่งกว่าเมืองไทยอีก กว่าจะไปถึงก็บ่ายสามกว่า แต่ก็ยังขึ้นเครื่องทัน ตอนแรกนึกว่าจะตกเครื่องบินซะแล้ว ขากลับดีหน่อย เอ๋จองที่นั่งให้แถวหน้านั่งสบายขึ้นเยอะ กลับมาถึงเมืองไทยก็ทุ่มกว่า ขับรถกลับมาบ้านคุณตาก็เกือบสามทุ่มรับประทานอาหารเย็นแล้วนอนหลับปุ๋ย ทริปนี้งดของฝากเพราะไม่รู้จะซื้ออะไรเลยจริง

Bye Jakarta

Friday, July 23, 2010

เที่ยวเมืองปลวกจอมขยัน Hong Kong ไม่ใช่เกาะในฝัน

From Hong Kong Jul 2010

Long weekend ที่ผ่านมาได้ไปเที่ยวเมืองปลวก Hong Kong ที่หลายคนบอกว่านี่คือเกาะในฝัน ที่นี่ไม่ใช่ที่น่าอยู่สำหรับคนไทยอย่างเราที่ชอบความสะดวกสบาย ความง่าย และไม่แออัด แต่ก็อาจเป็นสวรรค์ของนักช็อปและนักกินจากทั่วโลก ถึงแม้ว่าจะอยู่ไม่ไกลเท่าไร (บินประมาณสองชั่วโมงกว่า) และได้ยินได้ฟังจากปากหลายคนถึงฮ่องกงก็ยังไม่เคยมีความคิด(เอง)ที่จะวางแผนการเดินทางไปฮ่องกงเสียที คราวนี้มีบุญมีคนชวนและจัดการการจองตั๋ว เลือกโรงแรมและกำหนดวันให้เสร็จสรรพว่า long weekend ตอนเข้าพรรษาว่างพอดี ก็เลยเป็นอันว่าได้ไปฮ่องกงจนได้ finally (ใจอยากจะไปแต่ญี่ปุ่น กับญี่ปุ่น ไม่รู้ทำไม) หัวหน้าการเดินทางคือแม่อร สมาชิกทั้งหมดอีก 5 คือพ่อโจ้ ไอโกะ เอมี่ แอม และ me รวมเป็นหกชีวิต

The Preparation
เชื่อหรือไม่แอมเตรียมตัวเป็นเดือน?
แอมไม่เคยอยากไปที่ไหนมากว่าญี่ปุ่นที่เราโปรดปรานกันสุดขีด ไม่ค่อยจะคิดอยากไปเที่ยวเมืองฝรั่งหรอกไม่ค่อยชอบ แต่คราวนี้เรามีแผนจะไปฮ่องกงโดยแม่อรเป็นคนนำเสนอ แอมนั้นตื่นเต้นสุดขีด เลือกกระเป๋าเดินทาง เลือกแล้วเลือกอีก เตรียมชุดตามรายการที่พ่อสอนไว้ให้เตรียมของไปให้พร้อม ทำใบรายการของที่จะเอาไป กำหนดลงไปเป็นวัน ๆ ว่าจะต้องใช้อะไรบ้าง ใครจะนึกว่าเด็ก 8 ขวบก็สามารถทำได้ ชุดต่าง ๆ ที่จะนำไปถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี รวมถึงหนังสือและเกมส์ที่เอาไปใช้ระหว่างการเดินทาง

Day One - The Begining of Luxuriuos Cheap
ไปไม่ค่อยถึงไหนตั้งแต่วันแรก _ ไฟลท์ของเราเที่ยงกว่า คำนวณดูแล้วควรไปถึงสนามบินอย่างช้าก็สิบโมง เดินทางจากบ้านไปสนามบินให้หนึ่งชั่วโมง เผื่อรถติดอีกครึ่งชั่วโมง เราควรออกจากบ้านอย่างช้าก็แปดโมง แม่อรต้องติดประชุมด่วนในวันที่จะไปพอดีเลยต้องเลื่อนไฟลท์ไปเป็นตอนเย็นตามไปคนเดียว รถไม่ติดมากอย่างที่คิดเราไปถึงสนามบินประมาณเก้าโมงเช้า มองหาเคาท์เตอร์คาเธ่ฯ เจอแล้วก็ตรงดิ่งเข้าไป เช็คอิน โหลดกระเป๋าแล้วยังเหลือเวลาอีกเยอะ แต่โชคไม่ดีเท่าไรนัก พนักบอกเราว่าเครื่องจะดีเลย์ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ที่ไหนได้เกือบสองชั่วโมง กว่าเราจะขึ้นเครื่องได้ กว่าจะได้ทานอาหารเที่ยงที่จะเสิร์ฟบนเครื่องก็บ่ายสองกว่าเกือบบ่ายสาม หิวกันจนไส้แทบขาด เด็กสองคนโชคดีหน่อยตรงที่แอบทานชิกเก้นนักเก็ทมาก่อนขึ้นเครื่อง เหมือนกับจะรู้ว่า่จะได้ทานอาหารเที่ยงช้ากว่าปกติ

From Hong Kong Jul 2010From Hong Kong Jul 2010

ถึงโรงแรมแล้ว Marco Polo Hong Kong ตามที่รถบัสพามา เราเข้าไปเช็คอินโดยแสดงใบจองที่พิมพ์มาจากอินเทอร์เน็ต พนักงานที่นี่ดูคล่องแคล่วและนิสัยดี เราจองไว้สองห้องแต่เขาแนะนำว่าตอนนี้มีห้องสูทว่างอยู่ใหญ่มากและวิวสุดยอดเห็นเกาะฮ่องกงทั้งหมด แต่เสียอย่างเดียวมีห้องนำ้เดียว มีเตียงใหญ่ในห้องนอนเตียงเดียว แต่เขาจะเอาเตียงเสริมมาให้อีกสองเตียงที่สามารถวางไว้ในห้องรับแขกได้ เขาบอกว่ายังไม่ต้องตัดสินใจก็ได้้จะพาขึ้นไปดูห้องสูทก่อนถ้าไม่ชอบก็เอาห้องเล็กสองห้องได้ แต่รับรองว่าต้องชอบแน่ ห้องสูทมีไม่กี่ห้องเท่านั้นในโรงแรมระดับนี้ เราตามเขาขึ้นไปยังชั้น 12 ห้อง 65 พอเปิดประตูเข้าไปเป็นห้องรับแขกใหญ่มาก มีทั้งโต๊ะทานข้าวและโซฟาขนาดใหญ่ มีครัวที่มีตู้เย็นและไมโครเวฟ มองไปที่หน้าต่างเห็นเกาะฮ่องกงยามค่ำคืนสวยงามมาก เลี้ยวซ้ายไปยังห้องนอน ผ่านห้องแต่งตัว ห้องนำ้ขนาดใหญ่ มีทั้ง bath และ shower และก็เป็นห้องนอนใหญ่ มีโต๊ะทำงานและมีตรงมุมหลบไว้อีกมีโต๊ะเครื่องแป้ง วัสดุของเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ทำด้วยไม้จริงดูหรูหราไปซะทุกอย่าง ทุกคนชอบวิวมาก เพราะมีหน้าต่างกระจกยาวไปตลอดตั้งแต่ห้องรับแขกไปจนถึงห้องนอน ตกลงว่าเรายอมเข้าคิวเข้าห้องนำ้กันตอนเช้ากับเย็นเท่านั้นเองน่า เพราะชอบห้องนี้มาก พอเอาของเข้าที่ รอพนักงานเอาเตียงอีกสองเตียงมาเสริมตรงห้องรับแขกเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มนึกถึงปัญหาของท้องต่อไป

Dinning ข้างทาง - อาหารมื้อแรกที่เกาลูน
ถนน Canton ยามคำ่คืน From Hong Kong Jul 2010
ถนน Canton เป็นที่ที่ รร. เราอยู่ ตรงข้ามมีร้านไฮโซของแพงระดับไฮเอนด์เรียงเป็นแถว แต่ไม่ค่อยเห็นมีคนเข้า ถนน Canton ขนานกับฝั่งของ habor และเรียงรายไปด้วยร้านค้าสำหรับนักช็อป และร้านอาหารไม่ค่อยเยอะมาก มีทั้งมอลล์ใหญ่เล็กเต็มไปหมด
แม่อรกับโจ้ทำ research มาเป็นอย่างดี ว่าควรจะทานอาหารที่ร้านใด ในแผนที่บอกว่าไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไร อยู่บนถนนแคนตันนี่หละ เราพากันลงจากยอดจอมปลวกมาที่พื้นดินเดินไปตามถนน ผู้คนยังคงเดินกันขวักไขว่ ถนนหนทางที่นี่สะอาดมาก เห็นมีป้านรณรงค์ HK Super Clean น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำไมจึงสะอาดสะอ้านใกล้เคียงกับญี่ปุ่นเลยทีเดียว มีร้าน Channel มีคนรออยู่หน้าร้านเป็นคิวเล็ก ๆ เพราะว่าเขาจำกัดจำนวนคนในร้านไม่ให้เกินที่กำหนดไว้ (เฉพาะร้านของแพง ๆ อย่างนี้) แหมขนาดจะจ่ายตังค์ซื้อตั้งแพงยังต้องมารอคิว เรามองหาร้านที่บอกไม่เจอ เด็ก ๆ ก็หิวกันเหมือนกับผู้ใหญ่ เลยตัดสินใจเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ ข้างทางมีคนเข้าไปอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นสิ่งประกันได้ว่าอะหย่อยแน่นอน หาที่นั่งได้เราก็สั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นกันคนละชาม เด็ก ๆ ชอบจริง ๆ ราคาก็ไม่แพงมาก ร้านค่อนข้างแคบมาก ๆ หน้ากว้างไม่น่าเกิน 3-4 เมตรลึกเข้าไปไม่มาก โต๊ะนั่งเบียดกันต้องระวังเวลาคนเดินไปเดินมา อร่อยใช้ได้เลยร้านนี้เดี๋ยวคงได้มากินอีกครั้ง

Lazy night _ ทานอาหารเย็นเสร็จก็เดินเล่นแถวถนนแคนตันนิดหน่อยแวะร้านเซเว่นซื้อน้ำไปทานบนห้องกัน กะว่าคืนนี้ต้องนอนพักผ่อนให้สบายใจแบบ lazy night ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ก็ไม่วายต้องเช็คเมลผ่านอินเทอร์เน็ต

แม่อรตามมาทีหลัง __ แม่อรมาถึงแล้วและก็ลงไปหาอะไรทานสำหรับมื้อเย็นเรียบร้อยแล้วก็กลับขึ้นมาพักผ่อน เครื่องเสียงตรงห้องรับแขกก็ไม่ธรรมดานะ Bose ซะด้วยเสียงไพเราะเพราะพริ้งสมราคา เรายืนชมวิวเกาะฮ่องกงยามค่ำคืน ระหว่างที่รอคิวห้องน้ำ จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้านอนเตรียมตัวที่จะตะลุยต่อในวันพรุ่งนี้

Day Two - Kids Wonder - The Disneys Hong Kong
ตื่นกันมาสายโด่งเพราะนอนกันดึกแล้วทะยอยกันเข้าห้องน้ำ โปรแกรมอาหารเช้าคือร้าน Sweet Dynasty ตามคำแนะนำของคนไทยที่เคยมา เราไปถึงก่อนเก้าโมงยังไม่ค่อยมีคนเท่าไร แต่พอนั่งสักพักก็มีคนเริ่มทะยอยกันเข้ามา แน่นอนว่าในกลุ่มนั้น ๆ ต้องมีคนไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

ที่มาของคำว่า "เมืองปลวก"
พาเด็กไปแดนมหัศจรรย์กันดีกว่า
ช็อป Outlet กระจายรองเท้าแทบละลาย
นี่ฮ่องกงหรือเมืองไทย
ต่อรถไฟไปดิสนีย์
กลับเข้าโรงแรมก่อน เจ็บเท้าไปหมด
ทานอาหารเย็น

Day Three - The Top Most Delicious Food, I doubt
Late Breakfast ที่ Sweet Dynasty ที่คนไทยชอบกัน
แท็กซี่สุดยอดไป Star Ferry
Central
ตามไปกิน Yung Gee ห่านอร่อยอันดับสามของโลก I doubt
กลับมาช็อป Super Mall ที่ฝั่งเกาลูนต่อ
Marco Polo City
The Ocean Terminal
The Ocean Center

Mon Gok สวรรค์นักช็อป
ต้องเป็นนักต่อสู้ - ไม่ต่อไม่สู้อย่าลืมต่อรอง
ยี่สิบเหลือห้าบาท
ตลาดนัดต้องต่อราคาสถานเดียว - แนะนำเทคนิคการต่อรอง

Day Four - The Finishing _ Going Back Home
ตื่นสายกิน Sweet Dynasty อีกครั้ง
เฉลย "ห้องกง" ของไอโกะ
บายฮ่องกง









Thursday, June 10, 2010

Web Attack Simulation ด้วย WebGoat

WebGoat เป็นระบบเรียนรู้การโจมตีเว็บเซอร์ฟเวอร์สำเร็จรูป (บน Tomcat) เขียนด้วยจาวา เพื่อใช้สำหรับการศึกษาการโจมตีเว็บแอ็พพลิเคชั่นบนเว็บเซอร์ฟเวอร์

การติดตั้ง (บน Ubuntu 8)
  1. ดาวน์โหลดจาวา JDK (ใช้คำสั่ง wget http://cds.sun.com/is-bin/INTERSHOP.enfinity/WFS/CDS-CDS_Developer-Site/en_US/-/USD/VerifyItem-Start/jdk-1_5_0_22-linux-i586.bin?BundledLineItemUUID=lf6J_hCwKPUAAAEpN4kOxSTv&OrderID=MaKJ_hCwBrkAAAEpJIkOxSTv&ProductID=EW5IBe.nXqsAAAEk2Q5UGl.X&FileName=/jdk-1_5_0_22-linux-i586.bin หรือดาวน์โหลดด้วยบราวเซอร์) ต้องใช้เวอร์ชั่น 1.6 ถ้าใช้ 1.5 ตามที่บอกไว้ใน readme.txt เดิมจะรันได้เฉพาะทอมแค็ท
  2. ไปที่ไดเร็กทอรี่ที่ดาวน์โหลดมา (ในที่นี้ /usr/local/) ติดตั้ง JDK ด้วยคำสั่ง sh ./jdk-6u20-linux-i586.bin แล้วตอบ yes เพื่อติดตั้ง jdk จะได้ไดเร็กทอรี่ /usr/local/jdk1.6.0_20
  3. ดาวน์โหลด WebGoat 5.2 (ใช้คำสั่ง wget http://sourceforge.net/projects/owasp/files/WebGoat/WebGoat%205.2/WebGoat-OWASP_Standard-5.2.zip/download) สมมุติว่าไฟล์นี้อยู่ที่ /root/download/WebGoat-OWASP_Standard-5.2.zip
  4. เมื่อได้ไฟล์แล้วย้ายไปที่ไดเร็กทอรี่ /root แตกไฟล์ออกด้วยคำสั่ง unzip /root/download/WebGoat-OWASP_Standard-5.2.zip ก็จะได้ไดเร็กทอรี่ /root/WebGoat-5.2 ซึ่งมีทอมแค็ทเว็บเซอร์ฟเวอร์ในตัวและมี webgoat
  5. จากนั้นแก้ไขไฟล์ /root/WebGoat-5.2/webgoat.sh ให้มีบรรทัดนี้ JAVA_HOME="/usr/local/jdk1.6.0_20" และอีกบรรทัด export JAVA_HOME หรือพิมพ์ใน shell ว่า export JAVA_HOME="/usr/local/jdk1.6.0_20"
  6. ภายใต้ไดเร็กทอรี่ /root/WebGoat-5.2 เริ่มรัน WebGoat ด้วยคำสั่ง sh ./webgoat.sh start8080 (ในที่นี้ผมมี Apache รันอยู่แล้วที่พอร์ต 80 จึงหลีกเลี่ยงให้ใช้พอร์ต 8080 แทน)
  7. ทดสอบด้วยการเปิดเว็บไปที่ http://localhost:8080/WebGoat/attack แล้วล็อกอินด้วยผู้ใช้ guest และรหัสผ่าน guest
การตั้งค่าให้ให้สามารถเข้าใช้ WebGoat ได้จากเครื่องอื่น
ค่า default ของการติดตั้งจะให้เฉพาะเครื่องที่รัน WebGoat เท่านั้นที่จะสามารถเข้าใช้เว็บนี้ได้ หากต้องการให้เครื่องอื่นสามารถเข้าใช้ได้ (เช่น ให้นักศึกษาเข้าทดสอบการใช้งาน) ต้องแก้ไขไฟล์ /root/WebGoat-5.2/tomcat/conf/server_8080.xml ตามขั้นตอนดังนี้
  1. รันคำสั่ง ifconfig เพื่อหาหมายเลขไอพีของเครื่อง (ในที่นี้สมมุติให้เป็น 10.134.68.11)
  2. ใช้ nano หรือ vi แก้ไขไฟล์ /root/WebGoat-5.2/tomcat/conf/server_8080.xml แก้หมายเลขไอพี 127.0.0.1 ทั้งหมดให้เป็น 10.134.68.11
  3. บันทึกไฟล์นี้ แล้ว restart WebGoat ใหม่
  4. เข้าสู่เว็บด้วย URL: http://10.134.68.11:8080/WebGoat/attack

การรัน
  1. เป็น root หรือ superuser
  2. เข้าไปที่ไดเร็กทอรี่ /root/WebG0at-5.2
  3. รันคำสั่ง sh ./webgoat.sh start8080
  4. ล็อกอินด้วยผู้ใช้ guest และรหัสผ่าน guest
การใช้งานเบื้องต้น
ล็อกอินไปที่เครื่องด้วยผู้ใช้ guest และรหัสผ่าน guest เมนูด้านซ้ายเป็นรายการของบทเรียน ซึ่งเมื่อคลิกที่เมนูแล้วจะแตกเป็นบทเรียนย่อยอีกชั้นหนึ่ง บทเรียนใดที่ได้ผ่านแล้วจะมีเครื่องหมายถูกกาไว้ข้างหน้า แท็บด้านบนจะเป็นเมูนสำหรับแต่ละบทเรียน ซึ่งผู้ใช้สามารถขอดู คำแนะนำ (hint) ดูเฉลย ดูแผนบทเรียน ได้ตามต้องการ

การสร้าง user
ผู้ใช้ของ WebGoat บริหารจัดการผ่านไฟล์ tomcat/conf/tomcat-users.xml หากต้องการเพิ่มผู้ใช้ให้แก้ไขไฟล์ xml นี้

บทเรียนออนไลน์เพิ่มเติมสำหรับ WebGoat
  1. Web Attack Simulation WalkThrough series, by Yehg

References:

Tuesday, April 14, 2009

Chemnitz Trip 2009 Day 12

๑๐ เมษายน ๒๕๕๒

เสียงนาฬิกาปลุกเตือนตอนตีห้าครึ่ง รีบดีดตัวออกจากที่นอนและผ้าห่มทีแสนอ่อนนุ่ม เอาเศษสตังค์ใส่ซองให้ไว้เป็นทิปสำหรับแม่บ้านแ้ล้ววางไว้ที่หัวเตียง อาบน้าแต่งตัวเสร็จ ก็สำรวจดูของต่างๆ ครั้งสุดท้าย โทรศัพท์ไปที่ห้อง ดร.สุรัตน์ เพื่อแจ้งเตือนและนัดหมายกันลงไปทานอาหารเช้าตอนหกโมงครึ่ง กระเป๋าทุกใบพร้อม พาสปอร์ต และใบขอภาษีคืน เตรียมไว้ที่กระเป๋าเป้ด้านนอก เพื่อหยิบได้สะดวก เราเตรียมกระเป๋าสะพายใบเล็ก ๆ ไว้อีกใบเพราะว่าจะไม่แบกเป้ตอนที่จะเดินในมิวนิค เอากล้องใส่กระเป๋าเล็กนั้น รวมถึงพาสปอร์ตด้วย นราเทพโทรมาบอกว่าหาตั๋วเครื่องบินไม่เจอ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะตั๋วเป็น e-ticket สามารถไปแจ้งที่เคาท์เตอร์ได้ หกโมงครึ่งเราลงไปที่ห้องอาหาร อาหารยังไม่ค่อยเสร็จ มีแต่กาแฟ และขนมปัง เราเลยจัดการนมหนึ่งแก้ว และขนมปังทาแยม ตบท้ายด้วยกาแฟ แล้วก็ขึ้นไปเข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทางไปยังเมืองมิวนิค

หวาดเสียวครั้งที่หนึ่ง - หกโมงห้าสิบเราขนกระเป๋าลงมาที่ล็อบบี้ ที่นี่ไม่มีพนักงานคอยช่วยเหลือเรื่องกระเป๋า ถ้ามีของเยอะ ๆ ก็มีรถแบบที่เบลบอยใช้ เราแจ้งรีเซ็พชั่นว่าจะเช็คเอาท์แล้ว และแอบบอกในใจว่าอยากกลับเมืองไทยจะแย่อยู่แล้ว พนักงานสาววัยรุ่นชรา กดคอมพิวเตอร์แล้วก็บอกด้วยเสียงที่น่าตกใจว่าค่าห้องทั้งหมดที่อยู่กันตั้งแต่มาเนี่ยรวมเป็นเงินคนละ 688 ยูโร โอ้โหตั้งสามหมื่นกว่าบาท เราช็อคไปสักพัก แล้วก็ถามกลับไปว่าอ้าว... ไม่ใช้ ม.เคมนิทซ์จะจ่ายให้เราหรือไร เพราะเมื่อสองวันก่อนเลขาเขาให้เราเซ็นต์ใบอะไรซักอย่างเพื่อนำไปเบิกเป็นค่าใช้จ่ายขณะที่เราได้มาที่นี่ เขาค้นหาในกล่องเอกสารใหญ่เลย แล้วก็บอกว่าไม่มี คนขับรถของอธิการมาถึงแล้วแต่เรายังต้องแก้ปัญหาเรื่องค่าห้องอยู่ จริง ๆ แล้วถ้าพวกเราก็สามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิตเองได้ แต่มาคิดดูอีกทีแล้ว ถ้าเคมนิทซ์จะให้เราจ่ายเองเขาต้องแจ้งเราก่อน และควรให้เราเลือกโรงแรม เราก็เลยงัดโทรศัพท์ออกมาโทรหาเมียร์โค่ตอนเจ็ดโมงเช้า ไม่มีเสียงใครรับสาย วันนี้วันแรกของอีสเตอร์ และเมียร์โค่ก็บอกว่าจะเดินทางไปพราค ที่สาูธารณรัฐเช็ค เอายังไงดี ดร.สุรัตน์บอกให้โทรหา ดร.ฮาร์ดท เราค้นหานามบัตรแล้วกดโทรศัพท์หา ดร.ฮาร์ดท ไม่มีใครรับสายอีก ทำไงดี นราเทพบอกให้ลองโทรหาเลขาของอธิการ แต่เราไม่มีเบอร์ เลยไปถามคนขับรถของอธิการว่ามีเบอร์ของเธอหรือเปล่า มิสซิสชู๊ทส์ รับสายแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อยแต่ก็ยังไม่เคลี่ยร์ ให้นราเทพส่งภาษาเยอรมัน อธิบายปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น สักพักเขาก็ยื่นโทรศัพทให้กับพนักงานของโรงแรม และก็อธิบายว่าได้ส่งเอกสารมาแล้ว แต่พนักงานเจ้าเวรเจ้ากรรมนางนี้ดันหาไม่เจอ เล่่นทำเอาพวกเราเสียวกันตาม ๆ กันว่าแล้วตูจะไปเบิกเงินค่าที่พักนี้กับใครดี พอทุกอย่างเคลี่ยเราก็โบกมืออำลาโรงแรมเคมนิทซ์ฮอฟ

Life in the fast lane - เสียวที่สอง - เขาเข็นกระเป๋าออกมาหน้าโรงแรมเพื่อยัดใส่ท้ายรถ ไม่น่าเชื่อว่ากระเป๋าเดินทางขนาดกลางทั้งสามใบรวมถึงกระเป๋าออนบอร์ดสามารถเข้าไปซุกซ่อนอยู่ในท้ายรถเก๋ง น่าจะเป็นออดี้ เอหก ได้อย่างไม่ลำบากมากนักแต่ก็เห็นแฟรงค์ต้องอัด ๆ เข้าไปเหมือนกัน เสร็จแล้วก็พร้อมออกเดินทางไปมิวนิคกัน เราจัดการให้นราเทพนั่งหน้าคู่กับคนขับ ส่วนเรากับ ดร.สุรัตน์ นั่งเบาะหลังขอเป็นเจ้านายซักวันเถอะ.. รถที่นขับชิดขวา กลับกันกับที่บ้านเรา ที่นั่งคนขับจะอยู่ทางด้านซ้ายและใช้มือขวาเข้าเกียร์ แป็บให้ข่าวที่ไม่ค่อยอยากฟังว่า แฟรงค์นี่เป็นตีผีเลยหละ เข้าโค้งสองร้อยกว่ายังเฉย ๆ เราก็นึกได้ว่าตอนที่เมียร์โค่ไปรับเรามาจากมิวนิค ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงหน่อย ๆ แต่ มร.อัลเลส บอกกว่าให้คนขับเขาขับไปก็ประมาณสองชั่วโมงครึ่งเอง แฟรงค์ออกรถไปตามถนนในเมืองเพื่อมุ่งสู่ไฮเวย์ที่เชื่อมไปมิวนิค มีจีพีเอสอยู่ในรถบอกเส้นทางและแสดงแผนที่ให้ดู พอขึ้นไฮเวย์ได้ เราก็ได้เริ่มเสียวที่สองกันเลย แฟรงค์กระแทกคันเร่งรถออดี้สีดำคันนี้พุ่งออกตัวไปด้วยความแรงแต่ก็ยังนิ่มนวลไต่ความความเร็วไปเรื่อย ๆ จนเกินสองร้อย สองร้อยยี่สิบ และไปแตะสองร้อยสี่สิบ โอ้โฮ... นี่ถ้าติดปีกให้รถหน่อยก็สามารถบินขึ้นได้เลยนะเนี่ย รถยังคงทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม อากาศดีมากไม่มีฝนตก ไม่งั้นเราต้องเสียวกันมากกว่านี้เป็นแน่ ถนนไฮเวย์ที่เชื่อมระหว่างเมืองที่นี่เรียกว่า "ออโต้บาน" ไม่มีการจำกัดความเร็ว เป็นข้างละสามเลนบ้างสองเลนบ้าง ใครมีเท่าไรงัดกันมาใส่ได้เลย วันนี้รถเราเป็นพระเอก แซงทุกคันบนออโต้บาน รวมถึงรถปอร์เช่ ที่ชับอย่างเรื่อย ๆ ประมาณร้อยเก้าสิบไม่ถึงสองร้อย มีตอนหนึ่งที่ได้ลุ้นคือขณะที่รถเรามาด้วยความเร็วสูงมีคุณป้าคนหนึ่งจะแซงรถอีกคันในเลนกลาง แล้วเปลี่ยนเลนมาอยู่ในเลนความเร็วสูงของเราอย่างค่อนข้างกระทันหัน แฟรงค์กระทืบเบรคตัวโก่ง เรายังนึกว่าจะต้องอัดก้นเจ้ารถคันจิ๋วนั่นเข้าแล้ว แต่ระบบเบรคของออดี้ก็ทำงานได้อย่างดี รถไม่มีการปัดหรือเซเลยต้องยกนิ้วให้กับรถเยอรมันนี้จริง ๆ สองข้างทางเป็นเนินเขาสลับกันไปมาไม่สูงมาก ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าน่าจะสำหรับการปศุสัตว์ พอเข้าใกล้มิวนิคจะมีทุ่งที่ปลูกฮอฟ ที่ใช้ในการทำเบียร์ เป็นเถาไม้เลื้อย เขาต้องทำเสาและราวให้เลื้อย ถ้ามองไปข้างทางจะเห็นเสานี้เต็มไปหมด เป็นเสาไม้เอียง ๆ โยงยึดไว้ด้วยลวดสลิงค์ เต็มพื้นที่ไปหมด ไม้เลื้อยนี้เป็นส่วนผสมหนึ่งในสามของการทำเบียร์ โดยอีกสองส่วนคือ น้ำ กับ ยีสต์ อันนี้เป็นกฏหมายของเยอรมันเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า "เบียร์" นั้นต้องทำมาจากสามอย่างนี้เท่านั้น ในที่สุดเราก็มาถึงสถานีรถไฟมิวนิค จริง ๆ แล้วเครื่องบินเราออกตอนสามทุ่มกว่า แต่แฟรงค์ต้องรีบกลับไปร่วมงานเทศการอิสเตอร์กับครอบครัว เราก็เลยต้องออกจากเคมนิทซ์ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เกือบสิบโมงเราก็ลงรถที่หน้าสถานีรถไฟ เราเอาพวกกุญแจของโรงเรียนให้แฟรงค์ และกล่าวขอบคุณโบกมืออำลาว่า "ชูส" หรือบ้ายบายนั่นเอง เราสามคนลากกระเป๋าเดินหาล็อกเกอร์ เพื่อเอากระเป๋าฝากไว้ ในที่สุดเราก็เจอแล้วจัดการเอากระเป๋าใส่เข้าไป ต้องเสียตังค์ห้ายูโร เป็นค่าฝากเราถือกุญแจไว้เอง แล้วก็ไปหาห้องน้ำเข้ากัน ต้องจ่ายเงินอีกแล้วคนละหนึ่งยูโร ที่ทั้งที่อาบน้ำ หรือจะปล่อยหนักเบาได้หมด ห้องน้ำนี้สะอาดมาก ตรงกลางมีเคาท์เตอร์บริการมีสบู่แชมพูขายให้สำหรับนักเดินทาง

เดินทัวร์เมืองมิวนิค - ออกจากห้องน้ำเสียตังค์แล้ว นราเทพบอกว่าจะพาเดินทัวร์เมืองระหว่างที่ต้องรอขึ้นเครื่องบิน นราเทพเคยเรียอยู่ที่นี่สองสามปี และรู้จักทางหนีทีไล่ที่นี่เป็นอย่างดี เราเดินออกจากสถานีรถไฟไปยังย่านกลางเมืองที่มีตึกสวยงามหลายรูปแบบ สถาปัตยกรรมแบบยุโรป อากาศวันนี้ดีมากมีแสงแดดส่องให้อบอุ่นจนบางครั้งก็ถึงกับร้อนเอาทีเดียว เราเดินดูตึกรามไปสักพักก็ไปติดกลุ่มคนชาวคริสต์ที่กำลังสวดมนต์ทำพิธีส่งพระเจ้าขึ้นสวรรค์ คนนับพันเดินตามไม้กางเขนไปเรื่อยเราพยายามจะแซง แต่ในที่สุดก็ต้องร่วมขบวนไปกับเขาด้วย ในที่สุดเราก็มาหยุดที่จตุรัสกลางเมืองซึ่งมีอาคารที่มีนาฬิกาบอกเวลาสิบเอ็ดนาฬิการ นราเทพบอกว่าพอได้เวลาตุ๊กตาที่อยู่ด้านบนก็จะหมุน ผู้คนมายืนรอดูกันเต็ม รวมถึงกรุ๊ปทัวร์ต่าง ๆ รออยู่สักพักก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยเดินกันต่อ ผ่านโรงละครและโรงแรม ที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงเสด็จเมื่อครั้งเยือนเยอรมันปีที่แล้ว เรามองหาร้านนั่งเล่นและในทีสุดก็เจอร้านบรรยากาศดีอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อ อิงลิสการ์เดน ร้านแบบโอเพ่นแอร์ขายดีมากสำหรับหน้าสปริงนี้ เพราะอากาศจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ตรงโถงทางเดินก่อนเข้ามาที่สวนมีคนนั่งสีเชลโล่ (คล้ายไวโอลินแต่ตัวใหญ่กว่า) ยิ่งทำให้บรรยากาศสำหรับที่นี่ดีมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไร แต่ท่วงทำนองบอกถึงความงดงามของดนตรีที่ผสมกับธรรมชาติและบรรยากาศรอบ ๆ ได้เป็นอย่างดี เขามีซีดีเพลงที่เขาเล่น สงสัยคงขายด้วยแน่ ๆ เราออกจากอิงลิชการ์เดน ไปหาอาหารกลางวันกิน ในที่สุดที่ประชุมก็ตกลงใจไปกินจังค์ฟู๊ด "เบอร์เกอร์คิงค์" กันที่สถานีรถไฟ ห้องน้ำมีคนผิวดำเฝ้าอยู่เลยต้องจ่ายทิปเข้าไปอีก

ทะเลสาบแสนสวยเมือง Starnberg -
ทานกันเสร็จนราเทพบอกมีเวลาอีกประมาณสามชั่วโมง เราสามารถขึ้นรถไฟจากตรงนี้ไปยังทะเลสาบแห่งหนึ่ง ตั๋วรถไฟเราซื่อเป็นแบบเหมา หรือ day pass ซึ่งขึ้นไปไหนก็ได้ในหนึ่งวัน นราเทพพาเรามาขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปยังทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่เมืองชตานเบียร์ก (Starnberg ไม่รู้ออกเสียงถูกหรือเปล่า) ขึ้นสายที่จะไปเมือง Tutzing สถานีรถไฟอยู่ตรงริมทะเลสาบพอดีเลย นักท่องเทียวมากมายมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ ทั้งชาวเยอรมันและต่างชาติ นราเทพบอกว่ามีพวกอิตาเลี่ยนชอบมาเที่ยวที่นี่เยอะ เราลงรถไฟแล้วเดินเลาะไปตามริมทะเลสาบ มีร้านอาหารริมน้ำ และมีจุดให้เช่าเรือเครื่องเล็ก ๆ นั่งได้ประมาณไม่เกินสิบคน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และมีคนเข้าแถวยาวเหยี่ยดเพื่อรอขึ้นเรือใหญ่ซึ่งน่าจะวิ่งไปไกลกลางทะเลสาบ จากริมทะเลสาบเรามองเห็นลิบ ๆ คือเทือกเขาแอลป์ ยังมีหิมะปกคลุมอยู่บนยอดเขา ทำให้บรรยากาศที่ริมทะเลสาบนี้สวยงามไปอีกแบบนึง ร้านริมน้ำโต๊ะเต็มไปหมด เราเดินไปเดินมาสักพักและในที่สุดก็มีที่ว่างนั่ง มีร่มกันแดดขนาดใหญ่ให้ด้วย เราสั่งน้ำดื่มของเยอรมัน (เบียร์) คนละแก้ว นราเทพสั่งแบบ non-alchoholic นั่งชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามของเขา จริงแล้วธรรมชาติบ้านเราก็สวยงามไม่แพ้กัน แต่การเข้าถึงนั้นมันไม่สะดวกสบายแบบที่นี่ การจัดการต่าง ๆ ก็คนละเรื่องเลย ถ้าเปรียบเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็คือของเรามีอินเทอร์เฟสที่ไม่ดี ทั้งที่ทรัพยากรที่สวยงามมีอยู่มากมาย เราถ่ายรูปแล้วเดินกลับมาขึ้นรถไฟกลับมาที่มิวนิค เพื่อขนกระเป๋าไปรอที่สนามบิน รถไฟที่นี่สามารถเอาจักรยานขึ้นมาด้วย แต่ต้องเสียค่าเอาขึ้นด้วยนะ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตั๋ว โดยเฉพาะตั๋วจักรยาน ตอนขามาโจบอกว่ามีคนโดนปรับไปแล้วด้วย ในที่สุดเราก็มาถึงมิวนิค ไปเดินหาล็อกเกอร์ตามหมายเลขที่อยู่ในกุญแจ เอากระเป๋าออกมาแล้วก็เข็นไปรอรถไฟที่จะไปสนามบิน ซึ่งห่างออกไปประมาณสี่สิบห้านาที ตอนแรกอยากจะเข้าห้องน้ำต้องเสียตังค์อีกแล้วก็เลยเก็บเอาไว้ไปปล่อยที่สนามบินเลยดีกว่า สนามบินที่นี่ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองคล้าย ๆ สุวรรณภูมิบ้านเราที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปพอสมควร

Leaving on a jet plane เสียวที่สาม - เรามาถึงสนามบินตอนบ่ายสี่โมงกว่าเกือบห้าโมง หรือเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก เราเดินไปหาเคาท์เตอร์การบินไทย แต่ยังไม่เปิด ก็เลยเดินหาห้องน้ำเสร็จแล้วหาเก้าอี้นั่งพัก ถอดรองเท้าผึ่งออกเพราะใส่มาตั้งแต่หกโมงเช้า เรารองเท้าแล้วถอดถุงเท้าออกเอาเก็บไว้ในกระเป๋า ตากเท้าให้แห้งสักพักแล้วก็เอาถุงเท้าคู่ใหม่ที่เตรียมไว้มาใส่ก่อนขึ้นเครื่อง แล้วนั่งพักผ่อนกันสักพัก นั่งจนเบื่อเราไปเดินหาที่นั่งใกล้ ๆ ที่เช็คอินแต่ก็ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง เลยเข้าไปนั่งในร้านอาหารใกล้ ๆ แล้วสั่งเครื่องดื่ม (you know what) เพื่อรอเวลา เรางัดโน้ตบุ๊กออกมาเพื่อต่อกับอินเทอร์เน็ต เรายังมีแอ็คเคาท์เหลือของ t-mobile hotspot ที่ใช้ไปได้จนถึงสิ้นเดือน นั่งจนเขามาไล่ แล้วก็มีผู้โดยสารเริ่มก่อตัวที่หน้าเคาท์เตอร์ เราก็เลยออกไปรอกันบ้าง กว่าจะได้เช็คอินก็เกือนครึ่งชั่วโมง เราเอากระเป๋าเช็คอินเสร็จแล้วก็ไปหาทางเอาภาษีคืน ผ่านตรวจคนเข้า/ออกเมืองแล้ว ก็ได้ภาษีคืน เดินวนเวียนไปมาอยู่สักพักก็ไปนั่งรอที่ประตูทางออก โชคดียังมีอินเทอร์เน็ตก็เลยเช็คเมลต่อ และอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เมืองไทยติดตามสถานการณ์ม็อบเสื้อแดง ถึงแม้รู้ว่าต้องอยู่บนเครื่องบินอีกสิบสองชั่วโมง เสียงที่อยากได้ยินที่สุดก็คือเสียงประกาศให้ขึ้นเครื่อง เราได้นั่งติดกันแถว 46 ติดหน้าต่างด้านซ้าย ตอนเครื่อง take off มีการเสียวอีกแล้ว เครื่องสั่นเป็นเจ้าเข้าในช่วงที่ล้อจะพ้นพื้น สั่นมาก ๆ จนทุกคนหน้าเสียกันหมด นึกว่าตูจะไม่รอดแน่งานนี้ต้องมาตายตอบจบเรื่องเตรียมตัวรัดเข็มขัดอย่างแน่ และเตรียมพร้อมเพื่อจะให้รอดตายถึงแม้จะมีโอกาสน้อย แต่ในที่เครื่องก็นิ่งและเริ่มไต่ระดับ จากนั้นก็ กิน-นอน-กิน แล้วในที่สุดก็ถึงสุวรรณภูมิดินแดนแห่งทอง เป็นเวลาเที่ยงสี่สิบห้า ของวันที่ ๑๑ เม.ย. ๕๒ (เมืองไทยเร็วกว่าเยอรมันหกชั่วโมง) ดีใจมาก ๆ ๆ รีบโทรกลับบ้านแล้วบอกว่าเครื่องคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากบินตามลม เอมี่บอกว่ายังไม่ออกจากบ้านเลย ก็คงพอดีกันเพราะกว่าเราจะเดินไปที่รับกระเป๋า รอกระเป๋าออก ต้องเดินเกือบกิโลเห็นจะได้ ได้กระเป๋าแล้วก็รีบออกมารอรถ มาถึงบ้านรีบไปกอดลูกสาวคนสวย และรีบไปแกะกระเป๋าเพื่อเอาขนมกับของเล่นมาฝาก คิดถึงความทรมานที่ได้ผ่านมาแล้วต้องขอพักซักสิบวันถึงจะหายเหนื่อยกับการผจญภัยในทริปนี้ สรุปแล้วไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการอยู่เมืองไทยแล้วหละ (ถ้ามีตังค์) ทั้งอาหารการกินและอื่น ๆ รวมถึงธรรมชาติของเราเองด้วย เที่ยวเมืองไทยดีกว่านะถ้าไม่จำเป็น

Chemnitz Trip 2009 Day 11

๙ เมษายน ๒๕๕๒

อำลาท่านอธิการบดีอย่างเป็นทาการ - วันนี้ตามตารางมีแผนไปเยี่ยมคำนับท่านอธิการของเคมนิทซ์ Mr.Alles ซึ่งเรายังไม่ได้เจอท่านเลยตั้งแต่มาถึงเนื่องจากตารางท่านเต็มตลอด เพิ่งเห็นรถท่านและพลขับเมื่อวานก่อน ทุกคนแต่งตัวเต็มยศ มีเสื้อนอกและผูกไทด์ แปดโมงครึ่งเราออกเดินจากโรงแรมไปยังตึกที่ท่านอยู่ คณะเราสามคน แป็ป และมีเมียร์โค่เข้าไปด้วย เข้าพบที่ห้องทำงานเวลา 8 โมง 45 นาที มีการแลกเปลี่ยนของที่ระลึกกันเล็กน้อย ท่านฝากของกล่องเล็ก ๆ ไปให้ ผบ.ฯ ของเรา จากนั้นออกมาถ่ายรูปกันตรงโถงหน้าห้องตามธรรมเนียม แล้วเราก็ถือโอกาสอำลา เพื่อกลับไปเปลี่ยนชุดที่โรงแรม ท่านอธิการดูยังหนุ่มและแข็งแรง เวลาเดินเหินไปด้วยความรวดเร็ว สายตาเฉียบคมรวมถึงคำพูดต่าง ๆ บ่งบอกให้รู้ว่านี่คือนักบริหารและนักการเมืองมืออาชีพ เขาพี่งได้รับอนุมัติจากบอร์ดเพื่อต่อสัญญาให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกหลายปี จากผลงานที่ได้แสดงออกมาให้เห็นในระดับชาิติและการติดต่อกับนานาชาติ เสร็จจากที่สำนักงานอธิการแล้ว ดร.สุรัตน์ และนราเทพ กลับไปที่โรงแรม ส่วนเราและแป็ป ไปหามาทีอาล เพื่อกรอกใบสมัครของแอ็คเคาท์ระบบคอมพิวเตอร์ของเคมนิทซ์ เพื่อเป็นทางผ่านให้เข้าไปยังระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ CHIC ของเคมนิทซ์ เราได้ล็อกอินก่อนเที่ยง แต่ยังไม่สามารถ remote login เ้ข้าไปที่เครื่อง CHIC ได้ เราบอกเขาว่าจะมาแวะทดสอบอีกทีตอนประมาณบ่ายสี่โมง เพราะเมียร์โค่นัดสี่โมงสิบห้า เพื่อขึ้นรถไฟไปทานอาหารเย็นเลี้ยงอำลาที่ปราสาทแห่งหนึ่ง เราเอารูปจากกล้องที่ถ่ายไว้ก็อปปี้ให้เมียร์โค่เพื่อนำไปฉายดูกันระหว่างรับประทานอาหารเย็น

เตรียมกระเป๋าเดินทาง - กระเป๋าเดินทางตอนนี้อัดของเต็มเหยียดโดย luggage หลักที่ใช้นั้นใส่ของที่ไม่สามารถเอาขึ้นเครื่องได้ เช่น มีดพับ ของเหลวต่าง ๆ ตามระเบียบความปลอดภัยของสายการบิน ส่วนอีกใบเป็นออนบอร์ดที่ลากขึ้นเครื่องและยังมีเป้สะพายหลังอีกหนึ่งใบ โน้ตบุ๊กเอาใส่เป้รวมถึงกล้องต่าง ๆ ส่วนเสื้อกันหนาวและของที่อาจจะต้องหยิบใช้ใส่กระเป๋าลากออนบอร์ดไปซึ่งยังคงดูหลวม ๆ สามารถซื้อของใส่เข้าไปได้อีก เสื้อผ้า่ที่นำมายังมีหลายตัวที่ไม่ได้ใส่ เพราะบางตัวก็ใส่ซ้ำได้ เนื่องจากอากาศหนาวเย็นเสื้อผ้าไม่เหม็น และไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนที่บ้านเรา ส่วนถุงเท้าก็ซักเอาบ้าง และตากในห้องน้ำ อากาศที่นี่แห้งตากตอนเย็นตอนเช้าก็แห้งแล้ว โดยเฉพาะถ้าเอาไปแขวนตรงฮีทเตอร์ เราหาอะไรทานกันตอนเที่ยง แป็ปบอกว่าจะพาไปทานอาหารจีน เพราะเดียวตอนเย็นก็ต้องทานอาหารฝรั่งอีก ร้านอาหารจีนอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไร พอทานกันเสร็จก็ไปเิดินซื้อของฝากกันต่อที่ห้าง Kauhof ใกล้ ๆ โรงแรมแต่ต้องเดินไปอีกด้านหนึ่ง มีขนมกัมมี่แบร์ลดราคาอยู่เหลือถุงละ 0.99 ยูโร ซึ่งถูกกว่าที่เมืองไทยประมาณครี่งหนึ่ง เลยซื้อไปฝากลูกและหลาน ๆ หลายถุง จากนั้นไปดูเครื่องใช้อีิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไร ราคาใกล้เคียงกับที่เมืองไทย แต่คุณภาพหรือการคัดเกรดสินค้าน่าจะต่างกัน เพราะที่นี่ถ้าของไม่ดีสามารถคืนได้ ไฟฟ้าที่เยอรมันเป็นระบบ 220 โวลท์ แต่ปลั๊กเป็นแบบรูกลมสองอัน โดยมีซ็อกเก็ตกลมใหญ่อยู่ด้านนอก ซึ่งสามารถเอาไปใช้เมืองไทยได้เลยเพราะปลั๊กที่บ้านเรารับประมาณสามระบบ

เลี้ยงอำลาที่ปราสาท - บ่ายโมงสิบห้าเราพร้อมกันที่หน้าห้องเมียร์โค่ จากมีมาทีอาลและนักศึกษาปริญญาโทอีกคนที่จะไปด้วย เราขึ้นรถไฟด้านหลังมหาวิทยาลัยไปประมาณครึ่งขั่วโมงก็ไปถึงปราสาท แต่ต้องเดินต่อไปอีกประมาณสามร้อยเมตร ปราสาทนี้ทางเมืองเคมนิทซ์ซื้อไว้ และทำการบูรณะเพื่อรักษาเป็นโบราณสถานอายุประมาณแปดร้อยปีเห็นจะได้ มีสนามกอล์ฟ และสนามไดร์ฟกอล์ฟอยู่อีกด้านของปราสาท และบางทีก็ใช้เป็นที่จัดงานของพวกไฮโซ รวมถึงงานต่าง ๆท ที่เมืองเขาจะจัดขึ้น ดร.ฮาร์ดท ยังมาไม่ถึง เห็นบอกว่าต้องกลับมาจากเดรสเดน เพราะมีงานที่ต้องไปที่นั่น เรานั่งกันด้านนอกของร้านอาหารตรงลานกลางปราสาท เพื่อรอ ดร.ฮาร์ดท เมียร์โค่แนะนำเบียร์อีกเช่นเคย นั่งคุยกันได้ประมาณยี่สิบนาที ดร.ฮาร์ดท ก็มาถึง เรานั่งคุยกันต่ออีกประมาณสิบนาที ครอบครัวของ ดร.ฮาร์ดก็มาถึง มีภรรยาตัวเล็ก ๆ และลูกชายสามคน ทั้งหมดเคยไปเมืองไทยแล้วตอนที่ ดร.ฮาร์ดท ต้องร่วมเดินทางไปกับท่านอธิการ จากนั้นเราก็ย้ายเข้าไปนั่งด้านในตัวอาคารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปราสาท มีเสาที่มีความโค้งไปหากันตรงกลางซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของห้องของปราสาท ให้แสงที่อบอุ่นและดูโรแมนติคมาก ดร.ฮาร์ดทเลือกนั่งในสุด ที่ติดข้างฝา เพราะพวกเราเอาโปรเจ็กเตอร์มาเพื่อฉายดูรูป โดยเราจะเปิดรูปตอนที่เรามาที่เยอรมัน เมียร์โค่โชว์รูปตอนที่เขามาเมืองไทย และ ดร.ฮาร์ดท ก็จะเอาเครื่องโน้ตบุ๊คของเขาเปิดรูปตอนที่ไปเที่ยวเมืองไทยเช่นกัน
เราทานกันไป ดูรูป อธิบายรูป และวิจารณ์รูปกันไป จนสามทุ่มก็กล่าวอำลา และขอบคุณในไมตรีจิตที่ได้พาพวกเรามาเลี้ยงอาหารเย็นที่ปราสาทอันสวยงามแห่งนี้

จากนั้นเราก็เดินออกมาที่สถานีรถไฟ แล้วกลับมายังในตัวเมือง พวกเราแยกย้ายกันเมื่อมาถึงเพื่อเตรียมตัวกลับเมืองไทยพรุ่งนี้

Wednesday, April 8, 2009

Chemnitz Trip 2009 Day 10

๘ เมษายน ๒๕๕๒

ตื่นมาตามเสียงนาฬิการปลุกตอนหกโมงครี่งรีบอาบน้ำแต่งตัวเสร็จพอดีกับเสียงระฆังที่โบสถ์ตีเตือนเวลา ลงไปรับประทานอาหารเช้า มีนราเทพลงมาแล้ว และ ดร.สุรัตน์ ก็ตามมาทีหลัง อาหารไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่มีปลาเพิ่มขึ้นมาและมีคล้าย ๆ วาซาบิ ไส้กรอกเล็ก ๆ เป็นอาหารประจำวันที่พอจะทานได้บ่อย ๆ อาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะรสเค็มมาก ๆ เนื้อปลาแซลมอนรมควัน ถ้าทานมาก ๆ ก็แย่เหมือนกันแต่ก็ดีกว่าไส้กรอกแบบต่าง ๆ รวมถึงแฮมด้วย เบคอนราดด้วยซ็อสทาบาสโค่ เผ็ด ๆ ผสมเปรี้ยวก็พอทำให้อาหารมีรสชาดมากขึ้น แล้วก็มีครัวซองต์อีกหนึ่งชิ้นแทนข้าวพอให้อยู่ไปถึงมื้อเที่ยงได้ ตบท้ายด้วยขนมเค็กหนึ่งชิ้น และนมหนึ่งแก้ว และที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำมะเขือเทศ กาแฟที่นี่จะเสิร์ฟให้คนละเหยือกเล็ก ๆ แต่ก็ทานไม่หมดซักวัน ทานอาหารเสร็จก็นั่งหารือกันเรื่องงานวิจัยต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้เพื้อสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เสร็จแล้วก็ขึ้นมาจัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน เย เย เย ใกล้จะได้กลับแล้วอีกไม่กี่วัน

ดูของโบราณสามมิติด้วย VR - สิบโมงเช้าไปหาแมนดี้ที่ห้องเพื่อให้ติดต่อเมียร์โค่ให้พาเราไปที่ห้องแลบ VR ซึ่ง ดร.สุรัตน์ ขอดูข้อมูลของวัตถุโบราณ ทีี่ใช้เครื่องเลเซอร์แสกน นำมาเข้าโปรแกรมจัดการด้านโบราณคดี ผู้ที่มาอธิบายชื่อ Christian Horre เขาบอกว่านอกจากพัฒนาขึ้นเป็นงานวิจัยแล้วยังทำขายด้วยแต่ตั้ง 4,200 ยูโรนะ (ประมาณสองแสนกว่า) ปัญหาเกิดจากการที่พิพิธภัณฑ์ที่เมืองเดรสเดน มีนักโบราณคดีที่ต้องการทำฐานข้อมูล แต่ขาดคนวาดภาพสเก็ตเพื่อให้ได้ภาพลายเส้นในรูปแบบที่เข้าต้องการ ซึ่งโปรแกรมเมอร์บอกว่าสามารถทำได้ โดยขั้นตอนคือ การแสกนวัตถุเช่น ไหโบราณด้วยเลเซอร์สแกนเนอร์ ข้อมูลที่ได้จะเป็นจุดที่มีตำแหน่งสามมิติ (cloud dots) จากนั้นนำโปรแกรม Geometric Studio มาแปลงให้เป็นรูปทรงสามมิติ แล้วนำมาวิเคราะห์ในโปรแกรมที่ คริสเตียน พัฒนาขึ้นเองนี้ สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าสิ่งที่เคยทำมาและกระบวนการนี้ก็ได้ถูกนำไปใช้โดยนักโบราณคดีหลายแห่งในเยอรมันนี

เสรีจแล้วพักเที่ยงกินอาหารกลางวัน ไปดูเมนูในเอสเซ่นแล้ว คิดถึงอาหารเมืองไทยมาก คิดว่าคงทานไม่หมดเลยเลือก เมนูของคาเฟทีเรีย เป็นไส้กรอกกับมันฝรั่งทอด พอทานได้จนเกือบหมดจานแต่ก็เหลือซ็อสไว้ เพื่อนร่วมงานเยอรมันเหล่ ๆ และซุปซิบอะไรกันไม่รู้น่าจะเกี่ยวกับการที่เรากินของเหลือ แต่ช่วยไม่ได้มันคนละวัฒนธรรมกัน มันกินไม่ลงแล้วละ

กินเค็กผลไม้ของมาทีอาล
- เราทานอาหารเที่ยงเสร็จก็มานั่งในแล็บของเมียร์โค่ แฟนของมาทีอาล เอาขนมเค็กมาให้ เนื่องในโอกาสที่มาทีอาลกลับมาพักผ่อนแปดสัปดาห์ เขาก็เลยเอามาแจกจ่ายกัน ในกลุ่มเพื่อนร่วมทีม เมียร์โค่ไปเอาหม้อใส่กาแฟของเขามา เขากินกาแฟทั้งวัน และถ้ากินเบียร์ก็กินได้เรื่อย ๆ เค็กที่มาทีอาลเอามาเป็นเค็กผลไม้ที่มีสตอเบอรี่ และอีกก้อนเป็นพีช เราเลือกสตอเบอรี่ เพราะดูจะคุ้นกับที่เราเคยทานมากกว่า ทานแล้วก็อร่อยดี เค็กขายดีหมดเกลี้ยง เหลือ แต่เมียร์โค่เท่านั้นที่ยังไม่ได้ทาน เมียร์โค่หายไปพักหนึ่งหลังจากที่รินกาแฟให้เราและ ดร.สุรัตน์ สงสัยว่ากาแฟจะไม่พอเลยไปชงมาใหม่

คราบถ้วยกาแฟของเมียร์โค
่ - ถ้วยกาแฟของเมียร์โค่เป็นถ้วยกาแฟส่วนตัว และไม่ยอมล้างมาหกเดือนแล้วเขาบอกว่ามันทำให้รสของกาแฟดีกว่าใส่ถ้วยใหม่ เมียร์โค่หายไปนานและมาทีอาลซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องแล็บของเมียร์โค่ต้องการแกล้ง ก็เลยแอบเอาถ้วยกาแฟไปล้าง เมียร์โค่กลับมาพร้อมหลอดใส่กาแฟ แต่เห็นพวกเราอมยิ้มอย่างมีเลศนัย พอเห็นถ้วยกาแฟของตัวเองถูกล้างไปเรียบร้อยก็โกรธมาทีอาลใหญ่และคงรู้ว่ามาทีอาลเป็นคนแกล้งล้างถ้วยกาแฟของเขา เขาบอกว่ามาทีอาลทำลายผลงานที่เขาสร้างไว้ถึงหกเดือนที่อุตส่าห์สะสมมาโดยไม่ล้างถ้วยกาแฟ ทุกคนหัวเราะกันใหญ่ แต่ก็สงสารเมียร์โค่

ดูห้องซูเปอร์คอมพิวเตอร
์ CHIC - เราถามว่าเราต้องราถึงบ่ายโมงหรือปล่าวที่จะไปดูซูเปอร์คอมพิวเตอร์ตัวใหม่ของเคมนิทซ์ มาทีอาลบอกว่าเราไปดูกันได้เลย ก็เลยยกคณะไปดูห้องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งชื่อว่า CHIC มีผู้รับผิดชอบห้องนี้มาอธิบายให้ฟังว่า เป็นของไอบีเอ็ม ซีพียูเป็นอ็อพทรอน และใช้ดิสก์แบบรวมชื่อ ลาสเตอร์ มีทั้งหมดห้าร้อยกว่าซีพียู ใช้สำหรับการคำนวณงานวิจัยทางด้านฟิสิกส์เป็นส่วนใหญ่ มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยมีการส่งน้ำเย็นเข้ามาและระบายน้ำรอ้นกลับไปยังบริษัท่ที่รับนำ้ร้อนนี่ไปใช้ประโยชน์ เราสอบถามและถ่ายรูปซูปเปอร์คอมพิวเตอร์นี้ ซึ่งมีการเชื่อมต่อที่สลับซับซ้อน การเชื่อมระหว่าง computing node เชื่อมต่อด้วยเน็ตเวอร์กความเร็วสูง อินฟินิตแบนด์ และการเชื่อมต่่อด้วย สายแบบสิบกิ๊กกะบิทต่อวินาที ระบบการเชื่อมต่อของชิคนี่สลับซับซ้อนมาก มีสายระโยงระยางไมหมดต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างสูงกว่าที่จะเชื่อมต่อได้สำเร็จทั้งระบบ

ของที่ระลึกและของแถม
- จากนั้น ดร.สุรัตน์ต้องการซื้อของที่ระลึกของเคมนิทซ์เป็นเสื้อยืดคอกลมไปฝากลูกสาว เลือกกันอยู่นานได้มาสามตัว คนขายหยิบของแถมให้เต็มถุงเลย ทีทั้งปากกาที่มีตราเคมนิทซ์ ไฮไลท์ และขนมต่าง ๆ ดร.สุรัตน์แฮ็ปปี้มากที่ได้ของแถมมามากมายเกินคาด

แนวทางการวิจัยร่วม
- บ่ายสี่โมงครึ่งมีนัดกับ ดร.ฮาดท์ คณะบดีของคอมพิวเตอร์ เพื่อหารือถึงแนวทางการวิจัยร่วมกันระหว่าง รร.จปร. กับ ม.เคมนิทซ์ เมียร์โค่พาเรามาส่งที่ห้องของ ศ.ฮาดท์ เรานั่งคุยกันถึงแนวทางการสร้างความร่วมมือการวิจัยด้วยการนำโมเดลในโครงการของ ดร.สุรัตน์ มาแสดงผลในระบบ VR ของเคมนิทซ์ เราวางแผนให้เข้ากับงานนิทรรศการ รร.จปร. ซึ่งจะมีในวันที่ ๒๕ พ.ย.๕๒ เราสำเนาไฟล์ให้ ดร.ฮาร์ดท และเปิดวิดีโอที่แสดงภาพสามมิติของปราสาทตาเมือน กับวัดที่อยุธยา ซึ่งเป็นฝีมือของอาจารย์จ่อย (พ.อ.ศุภชัย ศรีหอม) ดร.ฮาร์ดท บอกว่าจะให้เลขาอีเมลไปให้กลุ่มของ VR ซึ่งมี ดร. Brunnete เป็นผู้นำในด้านนี้ ทั้งนี้เพื่อสำรวจดูว่าข้อมูลสามมิติที่เราให้ไปนั้นสามารถแสดงผลในระบบ VR ของเคมนิทซ์ได้

ขาหมูเยอรมัน
- เมียร์โค่นัดเราหกโมงเย็นที่โรงแรม มาพร้อมกับนักศึกษาปริญญาโท และแมนดี้อีกเช่่นเคย เมียร์โค่เคยถามพวกเราว่าอยากทานอะไรเป็นพิเศษ จะพาไปกินแต่ออกปากว่ามื้อนี้ ดร.ฮาร์ดทไม่ได้เลี้ยงนะ ดร.สุรัตน์ บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวจัดกาัรเอง เมียร์โค่พาไปที่ร้านอาหารชื่อ Karl Pub อยู่ตรงกันข้ามกับรูปปั้นของ คาร์ล มาร์กซ และข้าง ๆ ก็มีอีกร้านชื่อ City Pub ร้านนี้ดูข้างนอกดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่พอเข้าไปด้านในจริง ๆ แล้วใหญ่พอสมควร และสามารถเดินทะลุไปด้านหลังได้ เราสามคนสั่งขาหมู แบบของเยอรมัน (คงเป็นตะวันออก) ถ้าให้อธิบายให้กระจ่าง ลองนึกถึงภาพขาหมูที่อยู่ในข้าวขาหมูที่บ้านเรา แต่นี่มาทั้งก้อนเลย เจ้าประคุณจะให้รับประทานเข้าไปหมดเลยหรือนี่ ขาหมูทอดกรอบที่บอกเป็นขาหมูเยอรมันที่เราซัดกันที่โรงเบียร์นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ในที่สุดเราก็รับประทาน (น่าจะใช้คำที่เกินกว่ารับประทานแต่เกรงว่าจะไม่สุภาพ) กันเกลี้ยง แล้วก็ล้างปากด้วยเบียร์กันต่อ วันนี้อิ่มมากกล้บถึงห้องที่โรงแรมอาบน้ำอาบท่าแล้วก็เข้าเฝ้าพระอินทร์

Tuesday, April 7, 2009

Chemnitz Trip 2009 Day 9

อังคาร ๗ เมษายน ๒๕๕๒

วันนี้เป็นวันสำคัญที่เราต้องบรรยายงานวิจัยของ รร.จปร. ให้อาจารย์และนักเรียนของเคมนิทซ์ฟัง แต่พวกเรานัดกันกินข้าวสายหน่อยเป็นแปดโมง อาหารเช้าเหมือนเดิมไม่ค่อยเปลี่ยน แต่มีเพิ่มมาอย่าง เป็นปลา และมีวาซาบิสีไม่เขียวเหมือนของญี่ปุ่นพอทำให้หายเลี่ยนได้บ้าง สิบโมงเราไปเคาะประตูสำนักงานของแมนดี้ เพราะนัดกับเมียร์โค่เพื่อไปชมแล็บที่เมียร์โค่รับผิดชอบ มีห้องเรียนที่ทุกโต๊ะมีคอมพิวเตอร์ ซึ่งแต่ละตัวจะมีจอแบนขนาดใหญ่สองจอขึ้นไป เชื่อมต่อกับระบบ FPGA สำหรับให้นักเรียนเรียนรู้การโปรแกรมเพื่อสร้างฮาร์ดแวร์ที่ต้องการ มีหุ่นยนต์ของ ดร.ฮาดท์ เมียร์โค่สาธิตการควบคุมหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ตัวนี้ราคาแพงมาก สามารถให้นักเรียนปริญญาโทเขียนโปรแกรมควบคุมหรือทดสอบอัลกอริธึ่มต่าง ๆ ของเขา จากนั้นเมียร์โค่พาไปที่ห้องทำงานของเขา มีนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ร่วมห้องทำวิจัยเรื่อง sensor network ที่ติดอยู่บนรถบีเอ็มที่ ดร.ฮาดท์ขับพาเราไปเมืองเดรสเดน เขาพาไปเปิดดูรถที่ติดเซนเซอร์ไว้เต็มไปหมด ทั้งอัตราเร่ง การเคลื่อนไหวของรถ เสียงรบกวน อุณหภูมิ เครื่องหาตำแหน่งจากดาวเทียม (GPS) เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีระบบเครือข่ายไร้สาย เมื่อรถจอดเข้าที่จะถ่ายข้อมูลจากเซนเซอร์ที่บันทึกไว้ในรถ เที่ยงเราทานอาหารกันที่เมนซ่า อีกเราเลือกไก่ทอดและมีผักต้ม แครอท ถั่วเขียว และมันฝรั่งอบ เราทานไก่หมดแต่ไม่สามารถทานผักที่เหลือได้ ก็เลยจำใจให้มันเหลืออย่างนั้น คนเยอรมันทานกันเกลี้ยงจานไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เราไม่รู้ว่าเป็นการเสียมารยาทหรือเปล่าแต่ทำไงได้ บ่ายโมงเราไปพร้อมที่ห้องบรรยาย มีคนมาฟัง ๑๖ คนนับว่าเยอะพอสมควร ดร.ฮาดท์ตามมาฟังในตอนหลัง เราอธิบายเป็นภาษาอังกฤษโดยให้นราเทพช่วยกดสไลด์ให้ เล่าถึงงานวิจัยบนคลัสเตอร์ และงานวิจัยที่ทำตั้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับหน่วยทางยุทธวิธี และเน็ตเวอร์กไร้สายแบบตาข่าย ผู้ฟังทำการเคาะโต๊ะคล้าย ๆ กับการตบมือ เสร็จแล้วเรายื่นไม้ต่อให้ ดร.สุรัตน์ บรรยายงานวิจัยโครงการ Living Angkor Road กับโครงการ Geo-Spatial Digital Archive (GDAP) ผู้ฟังสนใจโครงการนี้พอสมควร จบการบรรยายก็มีการตอบคำถาม และหารือเล็กน้อย ดร.ฮาดท์ขอตัวเนื่องจากมีงานต่อ เรามีนัดกับเมียร์โค่ตอนบ่ายสามโมงสี่สิบห้า ยังมีเวลาเหลือเกือบสองชั่วโมงเลยขอตัวกลับมาเปลี่ยนชุดที่โรงแรม เพื่อเตรียมไปดูชมรมต่อรถไฟจำลองที่เมืองโชวพอลของเมียร์โค่ ถึงเวลาเราไปรอเมียร์โค่ที่หน้าห้องแมนดี้ ผู้ร่วมเดินทางมีมาเพิ่มคือ เคลมา และเพื่อนของเขา แมนดี้ เมียร์โค่ และพวกเราอีกสามคน เมียร์โค่บอกว่าเราจะไปแวะกันที่โรงงานผลิตเบียร์ Braustolz โดยขึ้นรถรางไป เสร็จจากโรงงานผลิตเบียร์เราก็ได้กินเบียร์อีกสองแก้ว ขึ้นรถรางกลับมาที่ในตัวเมือง ห้าโมงเย็นแล้วเมียร์โค่บอกให้เราหาอะไรทานก่อนเพราะตรงที่จะไปไม่มีอาหารกิน เราไปซื้อไส้กรอกย่างกับขนมปังรองท้อง จากนั้นขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทางไปเมืองโชวพอลที่เป็นที่พำนักของเมียร์โค่ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ไปถึงเราลงจากรถเมล แล้วมีพรรคพวกของเมียร์โค่ขับรถมารับสองคันเพื่อพาไปยังชมรมสร้างรถไฟของเขา เมืองที่เมียร์โค่อยู่นี่สวยมากเป็ฯเมืองเล็ก ๆ ถนนไม่ใหญ่มากแต่เกาะกันอยู่ตามภูเขา ตึกที่เป็นที่ตั้งของชมรมอยู่ห่างจากบ้านเมียร์โค่ประมาณร้อยเมตรเอง อยู่บนไหล่เขามองลงไปเห็นกลุ่มเมืองด้านล่างสวยงานมาก ตอนแรกเรานึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นแบบไหน แต่พอเข้าไปเราต้องบอกว่าน่าทึ่งมากในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา มีรถไฟจำลองแบบต่าง สร้างเมืองจำลองขึ้นมาเต็มห้องไปหมด ถ้านับราคาค่างวดจริง ๆ แล้วคงเหยีบล้านแน่ ๆ แต่พวกนี้เขาทำด้วยใจรัก เขามีวิธีหาเงินเข้าชมรมด้วยการจัดการแสดง โดยเก็บตั๋วคนละสองยูโร มีคนมาดูประมาณสองพันถึงสองพันห้้า ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ เมียร์โค่จะทำงานต่อที่นี่ในวันนี้บางทีก็ถึงตีหนึ่ง พรรคพวกของเมียร์โค่ขับรถมาส่งเราเพื่อไปขึ้นรถไฟเทียวสามทุ่มครึ่งกลับมายังเคมนิทซ์ เราแวะซื้ออาหารเย็นที่เบอร์เกอร์คิง แล้วก็แยกย้ายกันเอามาทานที่ห้อง เรายังไม่ง่วงก็เลยมานั่งเขียน journal นี่แหละ Guten Abend