Tuesday, April 14, 2009

Chemnitz Trip 2009 Day 12

๑๐ เมษายน ๒๕๕๒

เสียงนาฬิกาปลุกเตือนตอนตีห้าครึ่ง รีบดีดตัวออกจากที่นอนและผ้าห่มทีแสนอ่อนนุ่ม เอาเศษสตังค์ใส่ซองให้ไว้เป็นทิปสำหรับแม่บ้านแ้ล้ววางไว้ที่หัวเตียง อาบน้าแต่งตัวเสร็จ ก็สำรวจดูของต่างๆ ครั้งสุดท้าย โทรศัพท์ไปที่ห้อง ดร.สุรัตน์ เพื่อแจ้งเตือนและนัดหมายกันลงไปทานอาหารเช้าตอนหกโมงครึ่ง กระเป๋าทุกใบพร้อม พาสปอร์ต และใบขอภาษีคืน เตรียมไว้ที่กระเป๋าเป้ด้านนอก เพื่อหยิบได้สะดวก เราเตรียมกระเป๋าสะพายใบเล็ก ๆ ไว้อีกใบเพราะว่าจะไม่แบกเป้ตอนที่จะเดินในมิวนิค เอากล้องใส่กระเป๋าเล็กนั้น รวมถึงพาสปอร์ตด้วย นราเทพโทรมาบอกว่าหาตั๋วเครื่องบินไม่เจอ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะตั๋วเป็น e-ticket สามารถไปแจ้งที่เคาท์เตอร์ได้ หกโมงครึ่งเราลงไปที่ห้องอาหาร อาหารยังไม่ค่อยเสร็จ มีแต่กาแฟ และขนมปัง เราเลยจัดการนมหนึ่งแก้ว และขนมปังทาแยม ตบท้ายด้วยกาแฟ แล้วก็ขึ้นไปเข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทางไปยังเมืองมิวนิค

หวาดเสียวครั้งที่หนึ่ง - หกโมงห้าสิบเราขนกระเป๋าลงมาที่ล็อบบี้ ที่นี่ไม่มีพนักงานคอยช่วยเหลือเรื่องกระเป๋า ถ้ามีของเยอะ ๆ ก็มีรถแบบที่เบลบอยใช้ เราแจ้งรีเซ็พชั่นว่าจะเช็คเอาท์แล้ว และแอบบอกในใจว่าอยากกลับเมืองไทยจะแย่อยู่แล้ว พนักงานสาววัยรุ่นชรา กดคอมพิวเตอร์แล้วก็บอกด้วยเสียงที่น่าตกใจว่าค่าห้องทั้งหมดที่อยู่กันตั้งแต่มาเนี่ยรวมเป็นเงินคนละ 688 ยูโร โอ้โหตั้งสามหมื่นกว่าบาท เราช็อคไปสักพัก แล้วก็ถามกลับไปว่าอ้าว... ไม่ใช้ ม.เคมนิทซ์จะจ่ายให้เราหรือไร เพราะเมื่อสองวันก่อนเลขาเขาให้เราเซ็นต์ใบอะไรซักอย่างเพื่อนำไปเบิกเป็นค่าใช้จ่ายขณะที่เราได้มาที่นี่ เขาค้นหาในกล่องเอกสารใหญ่เลย แล้วก็บอกว่าไม่มี คนขับรถของอธิการมาถึงแล้วแต่เรายังต้องแก้ปัญหาเรื่องค่าห้องอยู่ จริง ๆ แล้วถ้าพวกเราก็สามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิตเองได้ แต่มาคิดดูอีกทีแล้ว ถ้าเคมนิทซ์จะให้เราจ่ายเองเขาต้องแจ้งเราก่อน และควรให้เราเลือกโรงแรม เราก็เลยงัดโทรศัพท์ออกมาโทรหาเมียร์โค่ตอนเจ็ดโมงเช้า ไม่มีเสียงใครรับสาย วันนี้วันแรกของอีสเตอร์ และเมียร์โค่ก็บอกว่าจะเดินทางไปพราค ที่สาูธารณรัฐเช็ค เอายังไงดี ดร.สุรัตน์บอกให้โทรหา ดร.ฮาร์ดท เราค้นหานามบัตรแล้วกดโทรศัพท์หา ดร.ฮาร์ดท ไม่มีใครรับสายอีก ทำไงดี นราเทพบอกให้ลองโทรหาเลขาของอธิการ แต่เราไม่มีเบอร์ เลยไปถามคนขับรถของอธิการว่ามีเบอร์ของเธอหรือเปล่า มิสซิสชู๊ทส์ รับสายแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อยแต่ก็ยังไม่เคลี่ยร์ ให้นราเทพส่งภาษาเยอรมัน อธิบายปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น สักพักเขาก็ยื่นโทรศัพทให้กับพนักงานของโรงแรม และก็อธิบายว่าได้ส่งเอกสารมาแล้ว แต่พนักงานเจ้าเวรเจ้ากรรมนางนี้ดันหาไม่เจอ เล่่นทำเอาพวกเราเสียวกันตาม ๆ กันว่าแล้วตูจะไปเบิกเงินค่าที่พักนี้กับใครดี พอทุกอย่างเคลี่ยเราก็โบกมืออำลาโรงแรมเคมนิทซ์ฮอฟ

Life in the fast lane - เสียวที่สอง - เขาเข็นกระเป๋าออกมาหน้าโรงแรมเพื่อยัดใส่ท้ายรถ ไม่น่าเชื่อว่ากระเป๋าเดินทางขนาดกลางทั้งสามใบรวมถึงกระเป๋าออนบอร์ดสามารถเข้าไปซุกซ่อนอยู่ในท้ายรถเก๋ง น่าจะเป็นออดี้ เอหก ได้อย่างไม่ลำบากมากนักแต่ก็เห็นแฟรงค์ต้องอัด ๆ เข้าไปเหมือนกัน เสร็จแล้วก็พร้อมออกเดินทางไปมิวนิคกัน เราจัดการให้นราเทพนั่งหน้าคู่กับคนขับ ส่วนเรากับ ดร.สุรัตน์ นั่งเบาะหลังขอเป็นเจ้านายซักวันเถอะ.. รถที่นขับชิดขวา กลับกันกับที่บ้านเรา ที่นั่งคนขับจะอยู่ทางด้านซ้ายและใช้มือขวาเข้าเกียร์ แป็บให้ข่าวที่ไม่ค่อยอยากฟังว่า แฟรงค์นี่เป็นตีผีเลยหละ เข้าโค้งสองร้อยกว่ายังเฉย ๆ เราก็นึกได้ว่าตอนที่เมียร์โค่ไปรับเรามาจากมิวนิค ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงหน่อย ๆ แต่ มร.อัลเลส บอกกว่าให้คนขับเขาขับไปก็ประมาณสองชั่วโมงครึ่งเอง แฟรงค์ออกรถไปตามถนนในเมืองเพื่อมุ่งสู่ไฮเวย์ที่เชื่อมไปมิวนิค มีจีพีเอสอยู่ในรถบอกเส้นทางและแสดงแผนที่ให้ดู พอขึ้นไฮเวย์ได้ เราก็ได้เริ่มเสียวที่สองกันเลย แฟรงค์กระแทกคันเร่งรถออดี้สีดำคันนี้พุ่งออกตัวไปด้วยความแรงแต่ก็ยังนิ่มนวลไต่ความความเร็วไปเรื่อย ๆ จนเกินสองร้อย สองร้อยยี่สิบ และไปแตะสองร้อยสี่สิบ โอ้โฮ... นี่ถ้าติดปีกให้รถหน่อยก็สามารถบินขึ้นได้เลยนะเนี่ย รถยังคงทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม อากาศดีมากไม่มีฝนตก ไม่งั้นเราต้องเสียวกันมากกว่านี้เป็นแน่ ถนนไฮเวย์ที่เชื่อมระหว่างเมืองที่นี่เรียกว่า "ออโต้บาน" ไม่มีการจำกัดความเร็ว เป็นข้างละสามเลนบ้างสองเลนบ้าง ใครมีเท่าไรงัดกันมาใส่ได้เลย วันนี้รถเราเป็นพระเอก แซงทุกคันบนออโต้บาน รวมถึงรถปอร์เช่ ที่ชับอย่างเรื่อย ๆ ประมาณร้อยเก้าสิบไม่ถึงสองร้อย มีตอนหนึ่งที่ได้ลุ้นคือขณะที่รถเรามาด้วยความเร็วสูงมีคุณป้าคนหนึ่งจะแซงรถอีกคันในเลนกลาง แล้วเปลี่ยนเลนมาอยู่ในเลนความเร็วสูงของเราอย่างค่อนข้างกระทันหัน แฟรงค์กระทืบเบรคตัวโก่ง เรายังนึกว่าจะต้องอัดก้นเจ้ารถคันจิ๋วนั่นเข้าแล้ว แต่ระบบเบรคของออดี้ก็ทำงานได้อย่างดี รถไม่มีการปัดหรือเซเลยต้องยกนิ้วให้กับรถเยอรมันนี้จริง ๆ สองข้างทางเป็นเนินเขาสลับกันไปมาไม่สูงมาก ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าน่าจะสำหรับการปศุสัตว์ พอเข้าใกล้มิวนิคจะมีทุ่งที่ปลูกฮอฟ ที่ใช้ในการทำเบียร์ เป็นเถาไม้เลื้อย เขาต้องทำเสาและราวให้เลื้อย ถ้ามองไปข้างทางจะเห็นเสานี้เต็มไปหมด เป็นเสาไม้เอียง ๆ โยงยึดไว้ด้วยลวดสลิงค์ เต็มพื้นที่ไปหมด ไม้เลื้อยนี้เป็นส่วนผสมหนึ่งในสามของการทำเบียร์ โดยอีกสองส่วนคือ น้ำ กับ ยีสต์ อันนี้เป็นกฏหมายของเยอรมันเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า "เบียร์" นั้นต้องทำมาจากสามอย่างนี้เท่านั้น ในที่สุดเราก็มาถึงสถานีรถไฟมิวนิค จริง ๆ แล้วเครื่องบินเราออกตอนสามทุ่มกว่า แต่แฟรงค์ต้องรีบกลับไปร่วมงานเทศการอิสเตอร์กับครอบครัว เราก็เลยต้องออกจากเคมนิทซ์ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เกือบสิบโมงเราก็ลงรถที่หน้าสถานีรถไฟ เราเอาพวกกุญแจของโรงเรียนให้แฟรงค์ และกล่าวขอบคุณโบกมืออำลาว่า "ชูส" หรือบ้ายบายนั่นเอง เราสามคนลากกระเป๋าเดินหาล็อกเกอร์ เพื่อเอากระเป๋าฝากไว้ ในที่สุดเราก็เจอแล้วจัดการเอากระเป๋าใส่เข้าไป ต้องเสียตังค์ห้ายูโร เป็นค่าฝากเราถือกุญแจไว้เอง แล้วก็ไปหาห้องน้ำเข้ากัน ต้องจ่ายเงินอีกแล้วคนละหนึ่งยูโร ที่ทั้งที่อาบน้ำ หรือจะปล่อยหนักเบาได้หมด ห้องน้ำนี้สะอาดมาก ตรงกลางมีเคาท์เตอร์บริการมีสบู่แชมพูขายให้สำหรับนักเดินทาง

เดินทัวร์เมืองมิวนิค - ออกจากห้องน้ำเสียตังค์แล้ว นราเทพบอกว่าจะพาเดินทัวร์เมืองระหว่างที่ต้องรอขึ้นเครื่องบิน นราเทพเคยเรียอยู่ที่นี่สองสามปี และรู้จักทางหนีทีไล่ที่นี่เป็นอย่างดี เราเดินออกจากสถานีรถไฟไปยังย่านกลางเมืองที่มีตึกสวยงามหลายรูปแบบ สถาปัตยกรรมแบบยุโรป อากาศวันนี้ดีมากมีแสงแดดส่องให้อบอุ่นจนบางครั้งก็ถึงกับร้อนเอาทีเดียว เราเดินดูตึกรามไปสักพักก็ไปติดกลุ่มคนชาวคริสต์ที่กำลังสวดมนต์ทำพิธีส่งพระเจ้าขึ้นสวรรค์ คนนับพันเดินตามไม้กางเขนไปเรื่อยเราพยายามจะแซง แต่ในที่สุดก็ต้องร่วมขบวนไปกับเขาด้วย ในที่สุดเราก็มาหยุดที่จตุรัสกลางเมืองซึ่งมีอาคารที่มีนาฬิกาบอกเวลาสิบเอ็ดนาฬิการ นราเทพบอกว่าพอได้เวลาตุ๊กตาที่อยู่ด้านบนก็จะหมุน ผู้คนมายืนรอดูกันเต็ม รวมถึงกรุ๊ปทัวร์ต่าง ๆ รออยู่สักพักก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยเดินกันต่อ ผ่านโรงละครและโรงแรม ที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงเสด็จเมื่อครั้งเยือนเยอรมันปีที่แล้ว เรามองหาร้านนั่งเล่นและในทีสุดก็เจอร้านบรรยากาศดีอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อ อิงลิสการ์เดน ร้านแบบโอเพ่นแอร์ขายดีมากสำหรับหน้าสปริงนี้ เพราะอากาศจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ตรงโถงทางเดินก่อนเข้ามาที่สวนมีคนนั่งสีเชลโล่ (คล้ายไวโอลินแต่ตัวใหญ่กว่า) ยิ่งทำให้บรรยากาศสำหรับที่นี่ดีมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไร แต่ท่วงทำนองบอกถึงความงดงามของดนตรีที่ผสมกับธรรมชาติและบรรยากาศรอบ ๆ ได้เป็นอย่างดี เขามีซีดีเพลงที่เขาเล่น สงสัยคงขายด้วยแน่ ๆ เราออกจากอิงลิชการ์เดน ไปหาอาหารกลางวันกิน ในที่สุดที่ประชุมก็ตกลงใจไปกินจังค์ฟู๊ด "เบอร์เกอร์คิงค์" กันที่สถานีรถไฟ ห้องน้ำมีคนผิวดำเฝ้าอยู่เลยต้องจ่ายทิปเข้าไปอีก

ทะเลสาบแสนสวยเมือง Starnberg -
ทานกันเสร็จนราเทพบอกมีเวลาอีกประมาณสามชั่วโมง เราสามารถขึ้นรถไฟจากตรงนี้ไปยังทะเลสาบแห่งหนึ่ง ตั๋วรถไฟเราซื่อเป็นแบบเหมา หรือ day pass ซึ่งขึ้นไปไหนก็ได้ในหนึ่งวัน นราเทพพาเรามาขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปยังทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่เมืองชตานเบียร์ก (Starnberg ไม่รู้ออกเสียงถูกหรือเปล่า) ขึ้นสายที่จะไปเมือง Tutzing สถานีรถไฟอยู่ตรงริมทะเลสาบพอดีเลย นักท่องเทียวมากมายมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ ทั้งชาวเยอรมันและต่างชาติ นราเทพบอกว่ามีพวกอิตาเลี่ยนชอบมาเที่ยวที่นี่เยอะ เราลงรถไฟแล้วเดินเลาะไปตามริมทะเลสาบ มีร้านอาหารริมน้ำ และมีจุดให้เช่าเรือเครื่องเล็ก ๆ นั่งได้ประมาณไม่เกินสิบคน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และมีคนเข้าแถวยาวเหยี่ยดเพื่อรอขึ้นเรือใหญ่ซึ่งน่าจะวิ่งไปไกลกลางทะเลสาบ จากริมทะเลสาบเรามองเห็นลิบ ๆ คือเทือกเขาแอลป์ ยังมีหิมะปกคลุมอยู่บนยอดเขา ทำให้บรรยากาศที่ริมทะเลสาบนี้สวยงามไปอีกแบบนึง ร้านริมน้ำโต๊ะเต็มไปหมด เราเดินไปเดินมาสักพักและในที่สุดก็มีที่ว่างนั่ง มีร่มกันแดดขนาดใหญ่ให้ด้วย เราสั่งน้ำดื่มของเยอรมัน (เบียร์) คนละแก้ว นราเทพสั่งแบบ non-alchoholic นั่งชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามของเขา จริงแล้วธรรมชาติบ้านเราก็สวยงามไม่แพ้กัน แต่การเข้าถึงนั้นมันไม่สะดวกสบายแบบที่นี่ การจัดการต่าง ๆ ก็คนละเรื่องเลย ถ้าเปรียบเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็คือของเรามีอินเทอร์เฟสที่ไม่ดี ทั้งที่ทรัพยากรที่สวยงามมีอยู่มากมาย เราถ่ายรูปแล้วเดินกลับมาขึ้นรถไฟกลับมาที่มิวนิค เพื่อขนกระเป๋าไปรอที่สนามบิน รถไฟที่นี่สามารถเอาจักรยานขึ้นมาด้วย แต่ต้องเสียค่าเอาขึ้นด้วยนะ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตั๋ว โดยเฉพาะตั๋วจักรยาน ตอนขามาโจบอกว่ามีคนโดนปรับไปแล้วด้วย ในที่สุดเราก็มาถึงมิวนิค ไปเดินหาล็อกเกอร์ตามหมายเลขที่อยู่ในกุญแจ เอากระเป๋าออกมาแล้วก็เข็นไปรอรถไฟที่จะไปสนามบิน ซึ่งห่างออกไปประมาณสี่สิบห้านาที ตอนแรกอยากจะเข้าห้องน้ำต้องเสียตังค์อีกแล้วก็เลยเก็บเอาไว้ไปปล่อยที่สนามบินเลยดีกว่า สนามบินที่นี่ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองคล้าย ๆ สุวรรณภูมิบ้านเราที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปพอสมควร

Leaving on a jet plane เสียวที่สาม - เรามาถึงสนามบินตอนบ่ายสี่โมงกว่าเกือบห้าโมง หรือเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก เราเดินไปหาเคาท์เตอร์การบินไทย แต่ยังไม่เปิด ก็เลยเดินหาห้องน้ำเสร็จแล้วหาเก้าอี้นั่งพัก ถอดรองเท้าผึ่งออกเพราะใส่มาตั้งแต่หกโมงเช้า เรารองเท้าแล้วถอดถุงเท้าออกเอาเก็บไว้ในกระเป๋า ตากเท้าให้แห้งสักพักแล้วก็เอาถุงเท้าคู่ใหม่ที่เตรียมไว้มาใส่ก่อนขึ้นเครื่อง แล้วนั่งพักผ่อนกันสักพัก นั่งจนเบื่อเราไปเดินหาที่นั่งใกล้ ๆ ที่เช็คอินแต่ก็ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง เลยเข้าไปนั่งในร้านอาหารใกล้ ๆ แล้วสั่งเครื่องดื่ม (you know what) เพื่อรอเวลา เรางัดโน้ตบุ๊กออกมาเพื่อต่อกับอินเทอร์เน็ต เรายังมีแอ็คเคาท์เหลือของ t-mobile hotspot ที่ใช้ไปได้จนถึงสิ้นเดือน นั่งจนเขามาไล่ แล้วก็มีผู้โดยสารเริ่มก่อตัวที่หน้าเคาท์เตอร์ เราก็เลยออกไปรอกันบ้าง กว่าจะได้เช็คอินก็เกือนครึ่งชั่วโมง เราเอากระเป๋าเช็คอินเสร็จแล้วก็ไปหาทางเอาภาษีคืน ผ่านตรวจคนเข้า/ออกเมืองแล้ว ก็ได้ภาษีคืน เดินวนเวียนไปมาอยู่สักพักก็ไปนั่งรอที่ประตูทางออก โชคดียังมีอินเทอร์เน็ตก็เลยเช็คเมลต่อ และอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เมืองไทยติดตามสถานการณ์ม็อบเสื้อแดง ถึงแม้รู้ว่าต้องอยู่บนเครื่องบินอีกสิบสองชั่วโมง เสียงที่อยากได้ยินที่สุดก็คือเสียงประกาศให้ขึ้นเครื่อง เราได้นั่งติดกันแถว 46 ติดหน้าต่างด้านซ้าย ตอนเครื่อง take off มีการเสียวอีกแล้ว เครื่องสั่นเป็นเจ้าเข้าในช่วงที่ล้อจะพ้นพื้น สั่นมาก ๆ จนทุกคนหน้าเสียกันหมด นึกว่าตูจะไม่รอดแน่งานนี้ต้องมาตายตอบจบเรื่องเตรียมตัวรัดเข็มขัดอย่างแน่ และเตรียมพร้อมเพื่อจะให้รอดตายถึงแม้จะมีโอกาสน้อย แต่ในที่เครื่องก็นิ่งและเริ่มไต่ระดับ จากนั้นก็ กิน-นอน-กิน แล้วในที่สุดก็ถึงสุวรรณภูมิดินแดนแห่งทอง เป็นเวลาเที่ยงสี่สิบห้า ของวันที่ ๑๑ เม.ย. ๕๒ (เมืองไทยเร็วกว่าเยอรมันหกชั่วโมง) ดีใจมาก ๆ ๆ รีบโทรกลับบ้านแล้วบอกว่าเครื่องคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากบินตามลม เอมี่บอกว่ายังไม่ออกจากบ้านเลย ก็คงพอดีกันเพราะกว่าเราจะเดินไปที่รับกระเป๋า รอกระเป๋าออก ต้องเดินเกือบกิโลเห็นจะได้ ได้กระเป๋าแล้วก็รีบออกมารอรถ มาถึงบ้านรีบไปกอดลูกสาวคนสวย และรีบไปแกะกระเป๋าเพื่อเอาขนมกับของเล่นมาฝาก คิดถึงความทรมานที่ได้ผ่านมาแล้วต้องขอพักซักสิบวันถึงจะหายเหนื่อยกับการผจญภัยในทริปนี้ สรุปแล้วไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการอยู่เมืองไทยแล้วหละ (ถ้ามีตังค์) ทั้งอาหารการกินและอื่น ๆ รวมถึงธรรมชาติของเราเองด้วย เที่ยวเมืองไทยดีกว่านะถ้าไม่จำเป็น

Chemnitz Trip 2009 Day 11

๙ เมษายน ๒๕๕๒

อำลาท่านอธิการบดีอย่างเป็นทาการ - วันนี้ตามตารางมีแผนไปเยี่ยมคำนับท่านอธิการของเคมนิทซ์ Mr.Alles ซึ่งเรายังไม่ได้เจอท่านเลยตั้งแต่มาถึงเนื่องจากตารางท่านเต็มตลอด เพิ่งเห็นรถท่านและพลขับเมื่อวานก่อน ทุกคนแต่งตัวเต็มยศ มีเสื้อนอกและผูกไทด์ แปดโมงครึ่งเราออกเดินจากโรงแรมไปยังตึกที่ท่านอยู่ คณะเราสามคน แป็ป และมีเมียร์โค่เข้าไปด้วย เข้าพบที่ห้องทำงานเวลา 8 โมง 45 นาที มีการแลกเปลี่ยนของที่ระลึกกันเล็กน้อย ท่านฝากของกล่องเล็ก ๆ ไปให้ ผบ.ฯ ของเรา จากนั้นออกมาถ่ายรูปกันตรงโถงหน้าห้องตามธรรมเนียม แล้วเราก็ถือโอกาสอำลา เพื่อกลับไปเปลี่ยนชุดที่โรงแรม ท่านอธิการดูยังหนุ่มและแข็งแรง เวลาเดินเหินไปด้วยความรวดเร็ว สายตาเฉียบคมรวมถึงคำพูดต่าง ๆ บ่งบอกให้รู้ว่านี่คือนักบริหารและนักการเมืองมืออาชีพ เขาพี่งได้รับอนุมัติจากบอร์ดเพื่อต่อสัญญาให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกหลายปี จากผลงานที่ได้แสดงออกมาให้เห็นในระดับชาิติและการติดต่อกับนานาชาติ เสร็จจากที่สำนักงานอธิการแล้ว ดร.สุรัตน์ และนราเทพ กลับไปที่โรงแรม ส่วนเราและแป็ป ไปหามาทีอาล เพื่อกรอกใบสมัครของแอ็คเคาท์ระบบคอมพิวเตอร์ของเคมนิทซ์ เพื่อเป็นทางผ่านให้เข้าไปยังระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ CHIC ของเคมนิทซ์ เราได้ล็อกอินก่อนเที่ยง แต่ยังไม่สามารถ remote login เ้ข้าไปที่เครื่อง CHIC ได้ เราบอกเขาว่าจะมาแวะทดสอบอีกทีตอนประมาณบ่ายสี่โมง เพราะเมียร์โค่นัดสี่โมงสิบห้า เพื่อขึ้นรถไฟไปทานอาหารเย็นเลี้ยงอำลาที่ปราสาทแห่งหนึ่ง เราเอารูปจากกล้องที่ถ่ายไว้ก็อปปี้ให้เมียร์โค่เพื่อนำไปฉายดูกันระหว่างรับประทานอาหารเย็น

เตรียมกระเป๋าเดินทาง - กระเป๋าเดินทางตอนนี้อัดของเต็มเหยียดโดย luggage หลักที่ใช้นั้นใส่ของที่ไม่สามารถเอาขึ้นเครื่องได้ เช่น มีดพับ ของเหลวต่าง ๆ ตามระเบียบความปลอดภัยของสายการบิน ส่วนอีกใบเป็นออนบอร์ดที่ลากขึ้นเครื่องและยังมีเป้สะพายหลังอีกหนึ่งใบ โน้ตบุ๊กเอาใส่เป้รวมถึงกล้องต่าง ๆ ส่วนเสื้อกันหนาวและของที่อาจจะต้องหยิบใช้ใส่กระเป๋าลากออนบอร์ดไปซึ่งยังคงดูหลวม ๆ สามารถซื้อของใส่เข้าไปได้อีก เสื้อผ้า่ที่นำมายังมีหลายตัวที่ไม่ได้ใส่ เพราะบางตัวก็ใส่ซ้ำได้ เนื่องจากอากาศหนาวเย็นเสื้อผ้าไม่เหม็น และไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนที่บ้านเรา ส่วนถุงเท้าก็ซักเอาบ้าง และตากในห้องน้ำ อากาศที่นี่แห้งตากตอนเย็นตอนเช้าก็แห้งแล้ว โดยเฉพาะถ้าเอาไปแขวนตรงฮีทเตอร์ เราหาอะไรทานกันตอนเที่ยง แป็ปบอกว่าจะพาไปทานอาหารจีน เพราะเดียวตอนเย็นก็ต้องทานอาหารฝรั่งอีก ร้านอาหารจีนอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไร พอทานกันเสร็จก็ไปเิดินซื้อของฝากกันต่อที่ห้าง Kauhof ใกล้ ๆ โรงแรมแต่ต้องเดินไปอีกด้านหนึ่ง มีขนมกัมมี่แบร์ลดราคาอยู่เหลือถุงละ 0.99 ยูโร ซึ่งถูกกว่าที่เมืองไทยประมาณครี่งหนึ่ง เลยซื้อไปฝากลูกและหลาน ๆ หลายถุง จากนั้นไปดูเครื่องใช้อีิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไร ราคาใกล้เคียงกับที่เมืองไทย แต่คุณภาพหรือการคัดเกรดสินค้าน่าจะต่างกัน เพราะที่นี่ถ้าของไม่ดีสามารถคืนได้ ไฟฟ้าที่เยอรมันเป็นระบบ 220 โวลท์ แต่ปลั๊กเป็นแบบรูกลมสองอัน โดยมีซ็อกเก็ตกลมใหญ่อยู่ด้านนอก ซึ่งสามารถเอาไปใช้เมืองไทยได้เลยเพราะปลั๊กที่บ้านเรารับประมาณสามระบบ

เลี้ยงอำลาที่ปราสาท - บ่ายโมงสิบห้าเราพร้อมกันที่หน้าห้องเมียร์โค่ จากมีมาทีอาลและนักศึกษาปริญญาโทอีกคนที่จะไปด้วย เราขึ้นรถไฟด้านหลังมหาวิทยาลัยไปประมาณครึ่งขั่วโมงก็ไปถึงปราสาท แต่ต้องเดินต่อไปอีกประมาณสามร้อยเมตร ปราสาทนี้ทางเมืองเคมนิทซ์ซื้อไว้ และทำการบูรณะเพื่อรักษาเป็นโบราณสถานอายุประมาณแปดร้อยปีเห็นจะได้ มีสนามกอล์ฟ และสนามไดร์ฟกอล์ฟอยู่อีกด้านของปราสาท และบางทีก็ใช้เป็นที่จัดงานของพวกไฮโซ รวมถึงงานต่าง ๆท ที่เมืองเขาจะจัดขึ้น ดร.ฮาร์ดท ยังมาไม่ถึง เห็นบอกว่าต้องกลับมาจากเดรสเดน เพราะมีงานที่ต้องไปที่นั่น เรานั่งกันด้านนอกของร้านอาหารตรงลานกลางปราสาท เพื่อรอ ดร.ฮาร์ดท เมียร์โค่แนะนำเบียร์อีกเช่นเคย นั่งคุยกันได้ประมาณยี่สิบนาที ดร.ฮาร์ดท ก็มาถึง เรานั่งคุยกันต่ออีกประมาณสิบนาที ครอบครัวของ ดร.ฮาร์ดก็มาถึง มีภรรยาตัวเล็ก ๆ และลูกชายสามคน ทั้งหมดเคยไปเมืองไทยแล้วตอนที่ ดร.ฮาร์ดท ต้องร่วมเดินทางไปกับท่านอธิการ จากนั้นเราก็ย้ายเข้าไปนั่งด้านในตัวอาคารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปราสาท มีเสาที่มีความโค้งไปหากันตรงกลางซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของห้องของปราสาท ให้แสงที่อบอุ่นและดูโรแมนติคมาก ดร.ฮาร์ดทเลือกนั่งในสุด ที่ติดข้างฝา เพราะพวกเราเอาโปรเจ็กเตอร์มาเพื่อฉายดูรูป โดยเราจะเปิดรูปตอนที่เรามาที่เยอรมัน เมียร์โค่โชว์รูปตอนที่เขามาเมืองไทย และ ดร.ฮาร์ดท ก็จะเอาเครื่องโน้ตบุ๊คของเขาเปิดรูปตอนที่ไปเที่ยวเมืองไทยเช่นกัน
เราทานกันไป ดูรูป อธิบายรูป และวิจารณ์รูปกันไป จนสามทุ่มก็กล่าวอำลา และขอบคุณในไมตรีจิตที่ได้พาพวกเรามาเลี้ยงอาหารเย็นที่ปราสาทอันสวยงามแห่งนี้

จากนั้นเราก็เดินออกมาที่สถานีรถไฟ แล้วกลับมายังในตัวเมือง พวกเราแยกย้ายกันเมื่อมาถึงเพื่อเตรียมตัวกลับเมืองไทยพรุ่งนี้

Wednesday, April 8, 2009

Chemnitz Trip 2009 Day 10

๘ เมษายน ๒๕๕๒

ตื่นมาตามเสียงนาฬิการปลุกตอนหกโมงครี่งรีบอาบน้ำแต่งตัวเสร็จพอดีกับเสียงระฆังที่โบสถ์ตีเตือนเวลา ลงไปรับประทานอาหารเช้า มีนราเทพลงมาแล้ว และ ดร.สุรัตน์ ก็ตามมาทีหลัง อาหารไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่มีปลาเพิ่มขึ้นมาและมีคล้าย ๆ วาซาบิ ไส้กรอกเล็ก ๆ เป็นอาหารประจำวันที่พอจะทานได้บ่อย ๆ อาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะรสเค็มมาก ๆ เนื้อปลาแซลมอนรมควัน ถ้าทานมาก ๆ ก็แย่เหมือนกันแต่ก็ดีกว่าไส้กรอกแบบต่าง ๆ รวมถึงแฮมด้วย เบคอนราดด้วยซ็อสทาบาสโค่ เผ็ด ๆ ผสมเปรี้ยวก็พอทำให้อาหารมีรสชาดมากขึ้น แล้วก็มีครัวซองต์อีกหนึ่งชิ้นแทนข้าวพอให้อยู่ไปถึงมื้อเที่ยงได้ ตบท้ายด้วยขนมเค็กหนึ่งชิ้น และนมหนึ่งแก้ว และที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำมะเขือเทศ กาแฟที่นี่จะเสิร์ฟให้คนละเหยือกเล็ก ๆ แต่ก็ทานไม่หมดซักวัน ทานอาหารเสร็จก็นั่งหารือกันเรื่องงานวิจัยต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้เพื้อสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เสร็จแล้วก็ขึ้นมาจัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน เย เย เย ใกล้จะได้กลับแล้วอีกไม่กี่วัน

ดูของโบราณสามมิติด้วย VR - สิบโมงเช้าไปหาแมนดี้ที่ห้องเพื่อให้ติดต่อเมียร์โค่ให้พาเราไปที่ห้องแลบ VR ซึ่ง ดร.สุรัตน์ ขอดูข้อมูลของวัตถุโบราณ ทีี่ใช้เครื่องเลเซอร์แสกน นำมาเข้าโปรแกรมจัดการด้านโบราณคดี ผู้ที่มาอธิบายชื่อ Christian Horre เขาบอกว่านอกจากพัฒนาขึ้นเป็นงานวิจัยแล้วยังทำขายด้วยแต่ตั้ง 4,200 ยูโรนะ (ประมาณสองแสนกว่า) ปัญหาเกิดจากการที่พิพิธภัณฑ์ที่เมืองเดรสเดน มีนักโบราณคดีที่ต้องการทำฐานข้อมูล แต่ขาดคนวาดภาพสเก็ตเพื่อให้ได้ภาพลายเส้นในรูปแบบที่เข้าต้องการ ซึ่งโปรแกรมเมอร์บอกว่าสามารถทำได้ โดยขั้นตอนคือ การแสกนวัตถุเช่น ไหโบราณด้วยเลเซอร์สแกนเนอร์ ข้อมูลที่ได้จะเป็นจุดที่มีตำแหน่งสามมิติ (cloud dots) จากนั้นนำโปรแกรม Geometric Studio มาแปลงให้เป็นรูปทรงสามมิติ แล้วนำมาวิเคราะห์ในโปรแกรมที่ คริสเตียน พัฒนาขึ้นเองนี้ สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าสิ่งที่เคยทำมาและกระบวนการนี้ก็ได้ถูกนำไปใช้โดยนักโบราณคดีหลายแห่งในเยอรมันนี

เสรีจแล้วพักเที่ยงกินอาหารกลางวัน ไปดูเมนูในเอสเซ่นแล้ว คิดถึงอาหารเมืองไทยมาก คิดว่าคงทานไม่หมดเลยเลือก เมนูของคาเฟทีเรีย เป็นไส้กรอกกับมันฝรั่งทอด พอทานได้จนเกือบหมดจานแต่ก็เหลือซ็อสไว้ เพื่อนร่วมงานเยอรมันเหล่ ๆ และซุปซิบอะไรกันไม่รู้น่าจะเกี่ยวกับการที่เรากินของเหลือ แต่ช่วยไม่ได้มันคนละวัฒนธรรมกัน มันกินไม่ลงแล้วละ

กินเค็กผลไม้ของมาทีอาล
- เราทานอาหารเที่ยงเสร็จก็มานั่งในแล็บของเมียร์โค่ แฟนของมาทีอาล เอาขนมเค็กมาให้ เนื่องในโอกาสที่มาทีอาลกลับมาพักผ่อนแปดสัปดาห์ เขาก็เลยเอามาแจกจ่ายกัน ในกลุ่มเพื่อนร่วมทีม เมียร์โค่ไปเอาหม้อใส่กาแฟของเขามา เขากินกาแฟทั้งวัน และถ้ากินเบียร์ก็กินได้เรื่อย ๆ เค็กที่มาทีอาลเอามาเป็นเค็กผลไม้ที่มีสตอเบอรี่ และอีกก้อนเป็นพีช เราเลือกสตอเบอรี่ เพราะดูจะคุ้นกับที่เราเคยทานมากกว่า ทานแล้วก็อร่อยดี เค็กขายดีหมดเกลี้ยง เหลือ แต่เมียร์โค่เท่านั้นที่ยังไม่ได้ทาน เมียร์โค่หายไปพักหนึ่งหลังจากที่รินกาแฟให้เราและ ดร.สุรัตน์ สงสัยว่ากาแฟจะไม่พอเลยไปชงมาใหม่

คราบถ้วยกาแฟของเมียร์โค
่ - ถ้วยกาแฟของเมียร์โค่เป็นถ้วยกาแฟส่วนตัว และไม่ยอมล้างมาหกเดือนแล้วเขาบอกว่ามันทำให้รสของกาแฟดีกว่าใส่ถ้วยใหม่ เมียร์โค่หายไปนานและมาทีอาลซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องแล็บของเมียร์โค่ต้องการแกล้ง ก็เลยแอบเอาถ้วยกาแฟไปล้าง เมียร์โค่กลับมาพร้อมหลอดใส่กาแฟ แต่เห็นพวกเราอมยิ้มอย่างมีเลศนัย พอเห็นถ้วยกาแฟของตัวเองถูกล้างไปเรียบร้อยก็โกรธมาทีอาลใหญ่และคงรู้ว่ามาทีอาลเป็นคนแกล้งล้างถ้วยกาแฟของเขา เขาบอกว่ามาทีอาลทำลายผลงานที่เขาสร้างไว้ถึงหกเดือนที่อุตส่าห์สะสมมาโดยไม่ล้างถ้วยกาแฟ ทุกคนหัวเราะกันใหญ่ แต่ก็สงสารเมียร์โค่

ดูห้องซูเปอร์คอมพิวเตอร
์ CHIC - เราถามว่าเราต้องราถึงบ่ายโมงหรือปล่าวที่จะไปดูซูเปอร์คอมพิวเตอร์ตัวใหม่ของเคมนิทซ์ มาทีอาลบอกว่าเราไปดูกันได้เลย ก็เลยยกคณะไปดูห้องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งชื่อว่า CHIC มีผู้รับผิดชอบห้องนี้มาอธิบายให้ฟังว่า เป็นของไอบีเอ็ม ซีพียูเป็นอ็อพทรอน และใช้ดิสก์แบบรวมชื่อ ลาสเตอร์ มีทั้งหมดห้าร้อยกว่าซีพียู ใช้สำหรับการคำนวณงานวิจัยทางด้านฟิสิกส์เป็นส่วนใหญ่ มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยมีการส่งน้ำเย็นเข้ามาและระบายน้ำรอ้นกลับไปยังบริษัท่ที่รับนำ้ร้อนนี่ไปใช้ประโยชน์ เราสอบถามและถ่ายรูปซูปเปอร์คอมพิวเตอร์นี้ ซึ่งมีการเชื่อมต่อที่สลับซับซ้อน การเชื่อมระหว่าง computing node เชื่อมต่อด้วยเน็ตเวอร์กความเร็วสูง อินฟินิตแบนด์ และการเชื่อมต่่อด้วย สายแบบสิบกิ๊กกะบิทต่อวินาที ระบบการเชื่อมต่อของชิคนี่สลับซับซ้อนมาก มีสายระโยงระยางไมหมดต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างสูงกว่าที่จะเชื่อมต่อได้สำเร็จทั้งระบบ

ของที่ระลึกและของแถม
- จากนั้น ดร.สุรัตน์ต้องการซื้อของที่ระลึกของเคมนิทซ์เป็นเสื้อยืดคอกลมไปฝากลูกสาว เลือกกันอยู่นานได้มาสามตัว คนขายหยิบของแถมให้เต็มถุงเลย ทีทั้งปากกาที่มีตราเคมนิทซ์ ไฮไลท์ และขนมต่าง ๆ ดร.สุรัตน์แฮ็ปปี้มากที่ได้ของแถมมามากมายเกินคาด

แนวทางการวิจัยร่วม
- บ่ายสี่โมงครึ่งมีนัดกับ ดร.ฮาดท์ คณะบดีของคอมพิวเตอร์ เพื่อหารือถึงแนวทางการวิจัยร่วมกันระหว่าง รร.จปร. กับ ม.เคมนิทซ์ เมียร์โค่พาเรามาส่งที่ห้องของ ศ.ฮาดท์ เรานั่งคุยกันถึงแนวทางการสร้างความร่วมมือการวิจัยด้วยการนำโมเดลในโครงการของ ดร.สุรัตน์ มาแสดงผลในระบบ VR ของเคมนิทซ์ เราวางแผนให้เข้ากับงานนิทรรศการ รร.จปร. ซึ่งจะมีในวันที่ ๒๕ พ.ย.๕๒ เราสำเนาไฟล์ให้ ดร.ฮาร์ดท และเปิดวิดีโอที่แสดงภาพสามมิติของปราสาทตาเมือน กับวัดที่อยุธยา ซึ่งเป็นฝีมือของอาจารย์จ่อย (พ.อ.ศุภชัย ศรีหอม) ดร.ฮาร์ดท บอกว่าจะให้เลขาอีเมลไปให้กลุ่มของ VR ซึ่งมี ดร. Brunnete เป็นผู้นำในด้านนี้ ทั้งนี้เพื่อสำรวจดูว่าข้อมูลสามมิติที่เราให้ไปนั้นสามารถแสดงผลในระบบ VR ของเคมนิทซ์ได้

ขาหมูเยอรมัน
- เมียร์โค่นัดเราหกโมงเย็นที่โรงแรม มาพร้อมกับนักศึกษาปริญญาโท และแมนดี้อีกเช่่นเคย เมียร์โค่เคยถามพวกเราว่าอยากทานอะไรเป็นพิเศษ จะพาไปกินแต่ออกปากว่ามื้อนี้ ดร.ฮาร์ดทไม่ได้เลี้ยงนะ ดร.สุรัตน์ บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวจัดกาัรเอง เมียร์โค่พาไปที่ร้านอาหารชื่อ Karl Pub อยู่ตรงกันข้ามกับรูปปั้นของ คาร์ล มาร์กซ และข้าง ๆ ก็มีอีกร้านชื่อ City Pub ร้านนี้ดูข้างนอกดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่พอเข้าไปด้านในจริง ๆ แล้วใหญ่พอสมควร และสามารถเดินทะลุไปด้านหลังได้ เราสามคนสั่งขาหมู แบบของเยอรมัน (คงเป็นตะวันออก) ถ้าให้อธิบายให้กระจ่าง ลองนึกถึงภาพขาหมูที่อยู่ในข้าวขาหมูที่บ้านเรา แต่นี่มาทั้งก้อนเลย เจ้าประคุณจะให้รับประทานเข้าไปหมดเลยหรือนี่ ขาหมูทอดกรอบที่บอกเป็นขาหมูเยอรมันที่เราซัดกันที่โรงเบียร์นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ในที่สุดเราก็รับประทาน (น่าจะใช้คำที่เกินกว่ารับประทานแต่เกรงว่าจะไม่สุภาพ) กันเกลี้ยง แล้วก็ล้างปากด้วยเบียร์กันต่อ วันนี้อิ่มมากกล้บถึงห้องที่โรงแรมอาบน้ำอาบท่าแล้วก็เข้าเฝ้าพระอินทร์

Tuesday, April 7, 2009

Chemnitz Trip 2009 Day 9

อังคาร ๗ เมษายน ๒๕๕๒

วันนี้เป็นวันสำคัญที่เราต้องบรรยายงานวิจัยของ รร.จปร. ให้อาจารย์และนักเรียนของเคมนิทซ์ฟัง แต่พวกเรานัดกันกินข้าวสายหน่อยเป็นแปดโมง อาหารเช้าเหมือนเดิมไม่ค่อยเปลี่ยน แต่มีเพิ่มมาอย่าง เป็นปลา และมีวาซาบิสีไม่เขียวเหมือนของญี่ปุ่นพอทำให้หายเลี่ยนได้บ้าง สิบโมงเราไปเคาะประตูสำนักงานของแมนดี้ เพราะนัดกับเมียร์โค่เพื่อไปชมแล็บที่เมียร์โค่รับผิดชอบ มีห้องเรียนที่ทุกโต๊ะมีคอมพิวเตอร์ ซึ่งแต่ละตัวจะมีจอแบนขนาดใหญ่สองจอขึ้นไป เชื่อมต่อกับระบบ FPGA สำหรับให้นักเรียนเรียนรู้การโปรแกรมเพื่อสร้างฮาร์ดแวร์ที่ต้องการ มีหุ่นยนต์ของ ดร.ฮาดท์ เมียร์โค่สาธิตการควบคุมหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ตัวนี้ราคาแพงมาก สามารถให้นักเรียนปริญญาโทเขียนโปรแกรมควบคุมหรือทดสอบอัลกอริธึ่มต่าง ๆ ของเขา จากนั้นเมียร์โค่พาไปที่ห้องทำงานของเขา มีนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ร่วมห้องทำวิจัยเรื่อง sensor network ที่ติดอยู่บนรถบีเอ็มที่ ดร.ฮาดท์ขับพาเราไปเมืองเดรสเดน เขาพาไปเปิดดูรถที่ติดเซนเซอร์ไว้เต็มไปหมด ทั้งอัตราเร่ง การเคลื่อนไหวของรถ เสียงรบกวน อุณหภูมิ เครื่องหาตำแหน่งจากดาวเทียม (GPS) เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีระบบเครือข่ายไร้สาย เมื่อรถจอดเข้าที่จะถ่ายข้อมูลจากเซนเซอร์ที่บันทึกไว้ในรถ เที่ยงเราทานอาหารกันที่เมนซ่า อีกเราเลือกไก่ทอดและมีผักต้ม แครอท ถั่วเขียว และมันฝรั่งอบ เราทานไก่หมดแต่ไม่สามารถทานผักที่เหลือได้ ก็เลยจำใจให้มันเหลืออย่างนั้น คนเยอรมันทานกันเกลี้ยงจานไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เราไม่รู้ว่าเป็นการเสียมารยาทหรือเปล่าแต่ทำไงได้ บ่ายโมงเราไปพร้อมที่ห้องบรรยาย มีคนมาฟัง ๑๖ คนนับว่าเยอะพอสมควร ดร.ฮาดท์ตามมาฟังในตอนหลัง เราอธิบายเป็นภาษาอังกฤษโดยให้นราเทพช่วยกดสไลด์ให้ เล่าถึงงานวิจัยบนคลัสเตอร์ และงานวิจัยที่ทำตั้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับหน่วยทางยุทธวิธี และเน็ตเวอร์กไร้สายแบบตาข่าย ผู้ฟังทำการเคาะโต๊ะคล้าย ๆ กับการตบมือ เสร็จแล้วเรายื่นไม้ต่อให้ ดร.สุรัตน์ บรรยายงานวิจัยโครงการ Living Angkor Road กับโครงการ Geo-Spatial Digital Archive (GDAP) ผู้ฟังสนใจโครงการนี้พอสมควร จบการบรรยายก็มีการตอบคำถาม และหารือเล็กน้อย ดร.ฮาดท์ขอตัวเนื่องจากมีงานต่อ เรามีนัดกับเมียร์โค่ตอนบ่ายสามโมงสี่สิบห้า ยังมีเวลาเหลือเกือบสองชั่วโมงเลยขอตัวกลับมาเปลี่ยนชุดที่โรงแรม เพื่อเตรียมไปดูชมรมต่อรถไฟจำลองที่เมืองโชวพอลของเมียร์โค่ ถึงเวลาเราไปรอเมียร์โค่ที่หน้าห้องแมนดี้ ผู้ร่วมเดินทางมีมาเพิ่มคือ เคลมา และเพื่อนของเขา แมนดี้ เมียร์โค่ และพวกเราอีกสามคน เมียร์โค่บอกว่าเราจะไปแวะกันที่โรงงานผลิตเบียร์ Braustolz โดยขึ้นรถรางไป เสร็จจากโรงงานผลิตเบียร์เราก็ได้กินเบียร์อีกสองแก้ว ขึ้นรถรางกลับมาที่ในตัวเมือง ห้าโมงเย็นแล้วเมียร์โค่บอกให้เราหาอะไรทานก่อนเพราะตรงที่จะไปไม่มีอาหารกิน เราไปซื้อไส้กรอกย่างกับขนมปังรองท้อง จากนั้นขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทางไปเมืองโชวพอลที่เป็นที่พำนักของเมียร์โค่ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ไปถึงเราลงจากรถเมล แล้วมีพรรคพวกของเมียร์โค่ขับรถมารับสองคันเพื่อพาไปยังชมรมสร้างรถไฟของเขา เมืองที่เมียร์โค่อยู่นี่สวยมากเป็ฯเมืองเล็ก ๆ ถนนไม่ใหญ่มากแต่เกาะกันอยู่ตามภูเขา ตึกที่เป็นที่ตั้งของชมรมอยู่ห่างจากบ้านเมียร์โค่ประมาณร้อยเมตรเอง อยู่บนไหล่เขามองลงไปเห็นกลุ่มเมืองด้านล่างสวยงานมาก ตอนแรกเรานึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นแบบไหน แต่พอเข้าไปเราต้องบอกว่าน่าทึ่งมากในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา มีรถไฟจำลองแบบต่าง สร้างเมืองจำลองขึ้นมาเต็มห้องไปหมด ถ้านับราคาค่างวดจริง ๆ แล้วคงเหยีบล้านแน่ ๆ แต่พวกนี้เขาทำด้วยใจรัก เขามีวิธีหาเงินเข้าชมรมด้วยการจัดการแสดง โดยเก็บตั๋วคนละสองยูโร มีคนมาดูประมาณสองพันถึงสองพันห้้า ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ เมียร์โค่จะทำงานต่อที่นี่ในวันนี้บางทีก็ถึงตีหนึ่ง พรรคพวกของเมียร์โค่ขับรถมาส่งเราเพื่อไปขึ้นรถไฟเทียวสามทุ่มครึ่งกลับมายังเคมนิทซ์ เราแวะซื้ออาหารเย็นที่เบอร์เกอร์คิง แล้วก็แยกย้ายกันเอามาทานที่ห้อง เรายังไม่ง่วงก็เลยมานั่งเขียน journal นี่แหละ Guten Abend

Monday, April 6, 2009

Chemnitz Trip (Day 8)

๖ เม.ย.๕๒
วันนี้เดิมีตารางจัดให้เยี่ยมชมห้องแล็บของวิศวกรรมเครื่องกล แต่เราประชุมกันแล้วเห็นว่าไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับสาขาคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมไฟฟ้า ก็เลยขอเปลี่ยนเป็นการเข้าใช้ห้องสมุดดิจิตอลของเขา เพื้อค้นหาเอกสารวิจัย และใช้อินเทอร์เน็ต เมียร์โค่จัดให้เราใช้คอมพิวเตอร์ในห้องแล็บของเขา และล็อกอินด้วยแอ็คเคาท์ของเมียร์โค่เอง ส่วนนราเทพมีนัดกับ ดร.จันทรา ไปคุยเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่อง Ground SAR (Synthetic Aperture Radar) ซึ่งนราเทพสนใจที่จะทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา ดร.สุรัตน์ กับเรา นั่งทำงานกันจนถึงเที่ยง เมียร์โค่มารับและพาไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ mensa ซึ่งเป็นคาเฟทีเรียของแคมปัสในเมืองนี้ รายการอาหารมีให้เลือกสามอย่าง เราเลือกเป็นเมนูเสต็ก กับเฟรนช์ฟรายด์ และทุกคนก็เลือกเหมือนกันรวมทั้งเมียร์โค่เอง เราไปนั่งโต๊ะเดียวกับเพื่อนร่วมงานของเมียร์โค่ เขาแนะนำตัวเองและตัวเรา เสร็จก็นั่งทานอาหารด้วยกัน วันนี้เปิดเทอมแล้ว มีนักศึกษานั่งรับประทานอาหารกันเต็มเกือบทุกโต๊ะ รวมถึงบรรดาอาจารย์และพนักงานที่ทำงานที่มหาวิทยาลัยด้วย ที่นี่แปลกอย่างคือเขาจะไม่ค่อยกินน้ำกันตอนทานอาหาร โดยเฉพาะตอนเที่ยง เรามองไปรอบ ๆ น้อยคนที่จะมีนำ้ตั้งอยู่บนโต๊ะ สงสัยค่านำ้จะแพงหรือไม่ก็ทุกคนจะมีนำ้ส่วนตัวที่นำมาจากข้างนอกอยู่แล้ว ไม่มีใครสนใจเรื่องทานนำ้เลย เราก็เลยรอจนทานอาหารเสร็จแล้วค่อยซื้อนำ้ทานกันตรงคาเฟทีเรียข้าง ๆ กลับมานั่งที่แล็บต่อ เมียร์โค่ทิ้งบัตรรูดเข้าประตูห้องแล็บไว้ให้หนึ่งใบ นั่งทำงานต่อได้สักพัก นราเทพก็กลับมาจากแคมปัสใหญ่ และยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยง นราเทพเล่ารายละเอียดที่ไปคุยกับ ดร.จันทรา ซึ่งเป็นอาจารย์แขก มีความเชี่ยวชาญเรื่องเรดาร์และสนใจที่จะให้นราเทพทำเรดาภาคพื้นดิน SAR ซึ่งใช้คลื่นไมโครเวฟยิงออกไปและมีตัวจับการสะท้อนกลับมาของคลื่นไมโครเวฟ เช่นเดียวกับเรดาร์ที่ติดบนเครื่องบิน จากนั้นเราก็บอกเมียร์โค่ว่าจะขอกลับมาเตรียมการบรรยายสำหรับพรุ่งนี้ที่โรงแรมเพราะเราต้องใช้โน้ตบุ๊กและอินเทอร์เน็ต เราเตรียมกันเรียบร้อยก็นัดกับแป็ป (มัชฌิมะ) ที่ได้ทุนเรียนปริญญาเอกอยู่ที่เคมนิทซ์ เพื่อไปหาซื้อของฝาก และดูร้านซาทวน (Saturn) กันอีก จากนั้นแป็ปพาไปทานอาหาร น่าจะเป็นอิตาเลี่ยน ทุกคนได้โรลขนาดเท่าสากกระเบืออันใหญ่ ๆ ยาวประมาณสิบสองนิ้วเห็นจะได้ เห็นแล้วต้องคิดทำใจว่าทำยังไงถึงจะกินหมด ทุกคนกินกันหมดแล้วเหลือเราคนสุดท้ายที่ในที่สุดก็ต้องทิ้งหนึ่งนิ้วสุดท้ายลงถังขยะ จากนั้นก็เดินเล่นในมอลล์ต่อแล้วกลับมาที่โรงแรม พักผ่อนเตรียมตัวสำหรับการบรรยายพรุ่งนี้

Saturday, April 4, 2009

Chemnitz Trip 2009 Day 7

วันอาทิตย์ ๕ เมษายน ๒๕๕๒
ตื่นด้วยนาฬิกาปลุกตอนหกโมงเช้า นัดกันรับประทานอาหารเวลาเจ็ดโมงครื่ง วันนี้เป็นวันอาทิตย์พวกเราเกรงใจเมียร์โค่ เมื่อวานถามเขาว่าเขาต้องไปทำอะไรหรือเปล่าถ้ามีธุระก็ปล่อยให้เราพักผ่อนอยู่ที่โรงแรมก็ได้ แต่เมียร์โค่บอกว่าไม่เป็นไร และเขานัดแมนดี้ เลขาของ ดร.ฮาดท์ กับนักศึกษาปริญญาโทอีกสองคน ไว้แล้วด้วยว่าจะพาไปขึ้นเขาด้วยกัน ก็เลยต้องทำตารางที่เขากำหนดไว้ให้ เสียงนกร้องข้างนอกหน้าต่าง ๆ ที่เปิดแง้มไว้ให้มีอากาศเข้ามา แต่ก็ต้องเปิดฮีทเตอร์ด้วยเพราะไม่ยังงั้นจะหนาวเกินไป โรงแรมแคมนิทซ์โฮฟนี้อยู่ข้าง ๆ โบสถ์ใหญ่สวยงามของเมืองเคมนิทซ์ มีเสียงระฆังตีอยู่เป็นระยะ บางครั้งก็ดีช่วยเตือนเวลา แต่บางครั้งก็อาจจะรำคาญ
ทานอาหารเช้าเสร็จก็ไปขอใช้โทรศัพท์อินเทอร์เน็ตของ ดร.สุรัตน์ เสียแค่นาทีละ ๗๐ สตางค์แต่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน์ตได้ โทรไปหาเอมี่และคุยกับแอม ได้สักพักหนึ่ง แล้วก็กลับมาที่ห้องเตรียมตัวเดินทางขึ้นเขาต่อ เสื้อหนาว ถุงมือ หมวกันหนาว น้ำขวด กล้องถ่ายรูป พร้อม!!!
เก้าโมงเช้าเราออกเดินจากโรงแรมไปที่สถานีรถไฟของเคมนิทซ์ ใช้เวลาประมาณห้านาทีก็ถึงชานชลา เรามองหาเมียร์โค่แต่ไม่เห็น ยืนรอสักพักก็เห็นแกเดินเข้ามาพร้อมแบกเป้ตุง ๆ เมียร์โค่ไปซื้อตั๋วรถไฟให้อีกคน เขาแนะนำตัวว่าชื่อ เคลมา อะไรประมาณนั้น เป็นเด็กหนุ่มในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เหมือนกัน จากนั้นเมียร์โค่พาไปขึ้นรถไฟสีแดง ซึ่งเป็นรถเครื่องดีเซลวิ่งไปทางเมือง Vejprty ออกเสียงยาก ๆ นราเทพบอกว่าเป็นภาษาคล้าภาษาเช็ก รถจะออกเวลา ๙ โมง ๓๖ นาที เราขึ้นไปรอบนรถไฟ เลือกที่นั่งที่นั้งใกล้ ๆ กันทั้งหกคน แมนดี้นั่งรออยู่บนรถไฟแล้ว รถออกตรงเวลาเป๊ง วิ่งไปหยุดตามสถานีรายทางต่าง ๆ สองข้างทางมีทิวทัศน์ที่สวยงาม รถเริ่มวิ่งขึ้นเขาสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เลาะลำธารหรืออาจเป็นแม่นำ้ขนาดไม่ใหญ่มากไปตลอดทาง
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดเราก็ลงรถที่สถานีคราซาล (Cranzahl) เพื่อต่อรถไฟหัวจักรไอน้ำบนรางเล็กแคบกว่ารางรถปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ มีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมารอขึ้นรถประวัติศาศตร์อันนี้เหมือนกันแต่ไม่เยอะ สถานีครานซาลเป็นสถานีรถไฟเล็ก ๆ เป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟหัวจักรไอน้ำและไปต่ออีกเมืองที่อยู่บนยอดเขาสูงพันห้าร้อยเมตรที่ยังมีหิมะปกคลุมอยู่ เป็นสกีรีสอร์ต โชคไม่ดีวันนี้ไม่มีแสงแดดเหมือนวันอื่น ๆ มีหมอกบาง ๆ ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ไม่ชัดเจนเท่าไร เสียงรถจักรไอน้ำดังฟืด ๆ และบางครั้งก็เปิดหวูด ปู๊น ๆ เหมือนในหนังที่เราเคยเห็น เส้นทางสายนี้เป็นระบบรถไฟสมัยก่อนที่เขาอนุรักษ์ไว้ และซ่อมบำรุงหัวรถจักรวมถึงตู้โดยสารให้ยังคงใช้งานได้ เมียร์โค่แนะนำให้นั่งที่โบกี้อาหารที่มีโต๊ะและเก้าอี้นั่ง เหมือนกับนั่งไปในร้านอาหารเคลื่อนที่ได้ ตู้โดยสารขนาดไม่กว้างมากนักเมื่อเทียบกับรถไฟสมัยใหม่ ข้างในยังคงสร้างด้วยไม้สนลายไม้สวยงามแบคลาสสิก ที่โต๊ะแต่ละตัวมีโคมไฟเล็ก ๆ และเปิดไฟไว้ทำให้ดูโรแมนติคมากบวกกับอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ ตู้นี้ติดกับหัวรถจักรไอน้ำ มีประตูสามารถเดินออกไปด้านหัวและท้ายซึ่งมีที่ยืนพอยืนได้สี่ห้าคน
ด้านท้ายของตู้มีเคาท์เตอร์ขายเครื่องดื่มและอาหารทานเล่น มีพนักงานเสิร์ฟเป็นสาวเยอรมันอายุประมาณคุณป้าเห็นจะได้ ในตู้ที่เรานั่งนี้มีอีกสองโต๊ะอื่นที่ไม่ใช้พวกเรา ที่เหลือโต๊ะก็ว่างหมด เราต้องเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เมียร์โค่สั่งเครื่องดื่มและแนะนำให้ทานอาหารว่าง เป็นขนมปังตัดเป็นสามเหลี่ยมและทาด้วยไขมันห่านสีขาวขุ่น เขาบอกว่าเป็นอาหารพื้นเมือง เราลองทานดูแล้วก็เลี่ยน ๆ แต่ก็จัดการจนหมด เมียร์โค่สั่งไวน์อุ่น ส่วนคนอื่น ๆ ยกเว้นนราเทพก็ทดลองเบียร์ของเมืองแถบนี้ มาเยอรมันนี่สิ่งที่น่าสนุกคือการได้ทดลองดื่มเบียร์แบบต่าง ๆ หลายรสชาด วันนี้เป็นเบียร์ Kostriker มีสีออกดำ ๆ แต่เมียร์โค่บอกว่าไม่ใช้เบียร์ดำ สองข้างทางเริ่มมองเห็นหิมะที่ปกคลุมเต็มไปหมด พวกเราผลัดกันเดินออกไปถ่ายรูปเวลาที่รถผ่านวิวที่สวย ๆ เหรือเวลาที่รถวิ่งทางโค้งเพราะจะมองเห็นหัวรถจักรได้ชัดเจน แต่อยู่ข้างนอกนาน ๆ ไม่ได้เพราะมันหนาวมาก เบียร์ของทุกคนหมดแล้ว รถยังวิ่งไม่ถึงที่หมายเมียร์โค่ถามว่ามีใครจะเอาเบียร์อีกไหม ทุกคนมองหน้ากันแล้วก็พยักหน้า แต่เรากับ ดร.สุรัตน์ ขอลองชิมไวน์อุ่นแทน คนเสิร์ฟเดินกลับไปสักพักแล้วกลับมาพร้อมเครื่องดื่มที่ทุกคนสั่ง เมียร์โค่บอกว่าวิธีการทำไวน์อุ่นนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญ ไม่งั้นแล้วหากร้อนเกินไป อัลกอฮอลในไวน์ก็จะออกไปหมดทำให้เสียรสชาดและกลายเป็นน้ำองุ่นธรรมดา ต้องอุ่นให้ไม่เกิน ๘๐ องศาและคอยสังเกตุเวลามันเริ่มจะมีฟองให้ยกออกจากเตาทันที ระหว่างทางรถไฟต้องหลบกันที่สถานีหนึ่ง คือมีรถสองขบวนวิ่งสวนกันโดยใช้รางร่วมกัน และต้องมาหลบกันที่นี่ ตามข้างทางเมื่อผ่านคนที่เดินอยู่ขางทางรถไฟ ทุกคนจะโบกมือให้กันเหมือนกับที่เราทำตอนเด็ก ๆ เมื่อเห็นรถไฟก็จะโบกมือกันใหญ่ ในที่สุดเราก็มาถึงสถานีปลายทางเรียกชื่อไม่ถูกเขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า Oberwiesenthal im Erzgebirge เอามาจากตั๋วรถไฟ เราเตรียมใส่เสื้อแจ็คเก็ตและถุงมือกันหนาวและสะบัดเป้ขึ้นบ่าพร้อมที่จะเดินต่อ จากสถานีเราต้องเดินไปอีกหน่อยไปยังตีนเขา เมียร์โค่แนะนำให้นั่งพักดื่มน้ำ (เบียร์อีกและ) ก่อนที่จะขึ้นลิฟต์ซึ่งเป็นกระเช้าพานักสกีขึ้นไปบนยอดเขา อ้อลืมบอกไปว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการเดินทางมานี่ ทางอาจารย์ฮาดท์ สั่งไว้ว่าให้ออกให้พวกเรา รวมถึงนักเรียนที่มาร่วมกับเราด้วย เราทานเบียร์กันอีกคนละขวด ยกเว้นนราเทพ ส่วนแมนดี้ซัดกรัปป้า เป็นเหลา้สมุนไพรขวดเท่านิ้วโป้ง ดีกรีอย่างแรง เข้าห้องน้ำเสร็จก็เดินลุยหิมะไปขึ้นกระเช้าเพื่อไปบนยอดเขา ถึงแม้หมอกจะลงและมองไม่เห็นวี่แววว่าพระอาทิตย์จะโผล่มาเมื่อไร วิวทิวทัศน์ที่มองเห็นในขณะที่กระเช้าไต่ความสูงขึ้นไปนั้นงดงามเกินคำบรรยาย ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเราก็เตรียมตัวกระโดดลง (จริง ๆ แล้วไม่ถึงกับกระโดด แต่ต้องยกก้นให้พ้นเก้าอี้ของกระเช้าแล้วเดินไปข้างหน้า กระเช้าจะเลี้ยวซ้ายกลับลงด้านล่างต่อไปเรื่อย ๆ) ข้างบนยอดเขานี้มโรงแรมเล็ก ๆ และที่ใต้โรงแรมมีร้านอาหารบรรยากาศคลาสสิกมาก ๆ เมียร์โค่บอกว่าเราจะทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ เราหันนาฬิกาข้อมือมาดูก็เกือบบ่ายสองแล้ว เมียร์โค่แนะนำอาหารเป็นสตูเนื้อ สไตล์สาธารณรัฐเช็ก เราทำตามคำแนะนำและน้ำดื่มก็ต้องกินเบียร์กันอีก น้ำหาดื่มยากกว่าเบียร์เสียอีก เรานั่งทานอาหารและคุยกันไปเพื่อรอเวลาขึนรถไฟหัวจักไอน้ำกลับ ออกมาถ่ายรูปด้านนอก มีกลุ่มรถซูปเปอร์ไบค์ ใส่ชุดแข่งมอเตอร์ไซด์ขึ้นมาหลายกลุ่ม แมนดี้เข้าไปขอถ่ายรูปกับหนุ่มร่างใหญ่ขี่มอเตอร์ไซด์คันเบ่อเริ่ม จากนั้นเราก็นั่งกระเช้ากลับลงมา อากาศยังไม่ค่อยดีแต่ก็พอมองเห็นคนเล่นสกีลงมาตามสโลปของภูเขา มีทั้งเด็กที่เล่นสโนวบอร์ด และสกีแบบที่เราเห็นทั่วไป เราเดินกลับมาที่สถานีรถไฟซึ่งหันหัวกลับแล้วเตรียมที่ีจะออก ตู้ท้ายสุดเป็นแบบเปิดมีแต่เก้าอี้นั่งให้สัมผัสบรรยากาศเต็มที่ เมียร์โค่แนะนำให้เรานั่งตู้นี้ และถ้ารู้สึกหนาวเกินไปก็สามารถเปลี่ยนไปตู้ธรรมดาได้เวลาที่รถจอดสถานีหน้า พวกเราขึ้นไปยืนรอสักพักเสียงหวูดรถไฟก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณที่พร้อมจะออก อากาศค่อนข้างเย็นแต่ทุกคนก็เตรียมตัวกันมาดี พร้อมที่จะให้ความหนาวเย็นมาสัมผัสหน้าให้ชาเล่น มีกลิ่นถ่านหินจากหัวจักร กลิ่นคล้าย ๆ กับดินปืนในช่วงที่รถไฟวิ่งทางตรง พอถึงสถานีแรกเมียร์โค่ถามว่าเราจะเปลี่ยนไปนั่งในตู้หรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มีใครยอมแพ้เรายืนคุยกันฝ่าความหนาวเหน็บไปตลอดทาง ที่สถานีหนึ่งมีครอบครัวพ่อ แม่ และลูกสาวสองคนขึ้นมาแจมกับคณะเราไปจนถึงสถานีครานซาล ที่เราจะต่อรถดีเซลกลับมาเคมนิทซ์ เมียร์โค่วางแผนไว้อย่างดีว่า บนรถไฟนี้ถึงแม้จะไม่มีเบียร์กินแต่เขาเตรียมใส่เป้มาเรียบร้อย พอขึ้นรถไฟได้ก็งัดออกมแจกกันคนละขวด ตอนนี้เริ่มมึน ๆ หน่อยแล้วตอนที่โต้ลมหนาวยังไม่รู้สึกว่าแอลกอฮอลจะมีผลเท่าไร รถไฟต้องวิ่งผ่านเมืองโชพอล เป็นเมืองเล็ก ๆ มองจากรถไฟแล้วสวยงามมาก เมียร์โค่บอกว่าเขาจะลงที่บ้านตรงนี้และให้พวกเรากลับกันมาเอง เราโบกมืออำลาก่อนที่รถไฟจะวิ่งต่อไปยังสถานีเคมนิทซ์ เราแยกกับเคลมา และแมนดี้ที่สถานี แล้วแวะซื้ออาหารร้าน Subway ดร.สุรัตน์ซื้อแซนวิดช์อันยักษ์แต่เราไม่ค่อยหิวเลยซื้อแบบโรลแล้วตัดแบ่งครึ่งกับนราเทพ กลับมาทานที่ห้องก่อนที่จะอาบน้ำแล้วนอนดูทีวีจนหลับไป พรุ่งนี้ตามตารางก็สบาย ๆ เพราะเราขอใช้คอมพิวเตอร์เพื่อค้นข้อมูลในห้องสมุดดิจิตอลของเคมนิทซ์ นอนหลับคาทีวีจนปวดคอ หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะรู้สึกหนาว ๆ ดันเปิดหน้าต่างแง้มไว้และลืมเปิดฮีทเตอร์แต่ก็ขี้เกียจลุกขึ้นมา

Thursday, April 2, 2009

Chemnitz Trip 2009 (Day 4-6)

Day 4 (๒ เม.ย.๕๒)
ตื่นแต่เช้าเพราะนอนไม่ค่อยหลับ ยังคงมีอาการ jet lag อยู่ วันนี้มีตาราง present งานวิจัยของ CRMA ในตอนบ่ายโมง เช้านัดกินข้าวกันเวลาเก้าโมง อากาศวันนี้ดีขึ้นแต่ก็ยังเย็นอยู่ เตรียมพาวเวอร์พอยต์กันเสร็จก่อนเที่ยง แล้วก็กะว่าหลักจากพรีเซนต์จะหาอะไรทานเป็นอาหารเที่ยงและกะว่าจะทานเย็นกันเบา ๆ ใกล้บ่ายโมงเราลงไปรอเมียร์โค่ที่ล็อบบี้ พอได้เวลาเมียร์โค่มาส่งภาษาเยอร์มันกับนราเทพว่า Prof.Hardt ติดธุระจะขอเลื่อนไปเป็นวันจันทร์เพราะเขาอยากฟังการบรรยายด้วย เมียร์โค่เสนอว่าเราจะไปดูเหมืองแร่เงินกันหรือเปล่าเพื่อให้ไม่เสียเวลา เป็นเหมืองเก่าอยู่ที่เมืองไฟร์เบิร์ก (Freiberg) ห่างจากเคมนิทซ์ประมาณครื่งชั่วโมง โดยเลขาโปรเฟสเซอร์ฮาดท์จะขับรถไปส่ง เราเข้าไปนั่งในรถเก๋ง VW รุ่นเล็กกว่าพัทสาทหน่อย โดยให้เมียร์โค่นั่งหน้าคู่กับคนขับเพราะเขาต้องบอกทางส่วนเราสามคนนั่งหลัง คุณเลขาขับรถแบบซิ่งมากและทางก็โค้งไปโค้งมา บวกกับในรถเปิดฮีทเตอร์ร้อน ทำให้ทุกคนรู้สึกเวียนหัวมากอยากจะอาเจียน นี่ถ้าทานมื้อเทียงมาก่อนก็คงจะต้องปล่อยออกมาในรถเป็นแน่ ถ้าไม่นับบรรยากาศคลื่นไส้เวียนหัวแล้วทิวทัศน์ข้างทางก็สวยดีมาก มีทุ่งหญ้าโล่งกว้างใหญ่ นาน ๆ ทีจะพบกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ถนนที่นี่เล็ก ๆ คล้ายกับญี่ปุ่น ผิดกับเมืองไทยซึ่งลงทุนไปกับถนนเยอะมาก มีซูเปอร์ไฮเวย์ใหญ่ ๆ มากกว่าญี่ปุ่นเสียอีก เยอรมันนี่เหมือนญี่ปุ่นหลายอย่าง ทั้งการลงทุนกับระบบรถไฟ เชื่อมต่อเมืองต่าง ๆ ชาวบ้านสามารถเดินหรือขี่จักรยานมาขึ้นรถไฟไปไหนก็ได้ อย่างสะดวกลักษณะโมดูลเหมือนญี่ปุ่นมาก ถ้าเมืองไทยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้เป็นแบบนี้คนก็ไม่ต้องใช้รถยนต์มากโดยไม่จำเป็น เพราะถนนดี ๆ คนที่ไม่มีรถไม่มีโอกาสได้ใช้ทั้งที่เสียภาษีเหมือนกัน จริง ๆ แล้วระบบรถไฟ รถรางเราเริ่มมากันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า เสียดายที่เราไม่ได้วางเครือข่ายรถไฟให้เหมือนกันญี่ปุ่นหรือเยอรมัน ชาวบ้านจะได้มีโอกาสเดินทางได้สะดวกกว่านี้มาก
กว่าจะมาถึงที่เหมืองก็เลยบ่ายสองไปแล้ว ทำให้เราพลาดทัวร์แบบลงไปใต้เหมืองลึก เลยเป็นแบบทัวสั้น ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมง เหมืองนี้ปิดการทำงานเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๙ ก่อนลงก็ใส่เสื้อบันโจ เป็นเสื้อกันฝนมีฮู๊ดเหมือนที่แจกทหาร พร้อมกับหมวกกันกระแทกฮาร์ดแฮ็ทเหมือนกับที่วิศวกรหรือคนงานก่อสร้างใส่ เอาเป้ใส่ไว้ในล็อกเกอร์แล้วก็มีไกด์มาอธิบายเป็นภาษาเยอรมัน พูดภาษาอังกฤษพอได้แต่จะไม่ได้ศัพท์หลาย ๆ คำ ไกด์เป็นเด็กผู้หญิงยังเรียนไฮสคูลอยู่ ตัวบึบ ๆ แต่ไม่สูงมาก พาเราเข้าลิฟท์แคบ ๆ ขนาดยืนกันห้าคนก็แน่นแล้ว ลิฟท์นี้เป็นเหมือนลูกกรงเหล็กสี่เหลี่ยมหย่อนเราลงไปด้วยความเร็ว ๒ ม./นาที (สำหรับคนงานแล้วเขาจะลงไปเร็วกว่านี้ ๖-๘ ม./นาที) ลงไปที่ชั้นที่หนึ่ง ซึ่งลึกจากพื้นดินประมาณ ๑๕๐ ม.

ความชื้นข้างล่างนี่สูงมาก ในลิฟท์ยังมีน้ำหยดใส่หัวอยู่ตลอด พอออกจากลิฟท์ก็เป็นห้องหินที่ถูกเจาะออกมีพื้นที่กว้างประมาณ ๔-๕ ม. ติดไฟสว่างมองเห็น จากจุดนี้มีถ้ำหรืออุโมงที่ขุดไว้ หลายสายเป็นช่องไม่ใหญ่มากเวลาเดินต้องระวังศรีษะ แต่ละคนก็โดนไปหลายโป๊ก แต่โชคดีที่มีหมวกช่วยไว้ ไม่งั้นเลือดอาบกลับขึ้นไปบนพื้นดินแน่ ไกด์เด็กสาวพาเรามุดไปตามอุโมงค์ต่าง ๆ ซึ่งปรับปรุงให้เหมาะกับนักท่องเที่ยว จำได้ว่ามาฟรายเบิร์ดเมื่อปี ๒๐๐๗ พื้นทางเดินยังไม่ได้ปูด้วยไม้ให้เรียบเดินง่าย และไม่ได้ติดไฟรายทาง ตอนนี้มีตู้แสดงของต่าง ๆ ป้ายคำอธิบายเป็นภาษาเยอรมัน มีจุดแวะอธิบายต่าง ๆ อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ เหมืองนี้มีอายุหลายร้อยปี

ในช่วงทำงานแรก ๆ ขุดหินกันด้วยฆ้อนและเหล็กสกัด ไปได้วันละ ๑ ซม. ในช่วงหลังมีการใช้เครื่องมือแบบใช้ลม (นิวเมติค) (เพราะใช้เครื่องยนต์ในถ่ำคงไม่ได้เพราะจะทำให้ไม่มีอากาศหายใจกัน แม้แต่หลอดไฟก็ใช้ลมปั่นไดนาโมเพื่อไปจ่ายไฟฟ้าให้หลอดไฟ ไกด์ทดลองเปิดให้ดูยังทำงานได้เกือบหมด แต่เสียงดังมาก ๆ นึกถึงสภาพการทำงานจริงแล้วสภาพของเสียงคงแย่มาก ๆ คนงานที่นี่ในสมัยนั้นอายุ ๑๕ ขวบ เขาจะให้เลือกว่าไปเป็นทหารหรือทำงานในเหมือง เราเดินตามไกด์ไปจนถึงจุดสุดท้าย ซึ่งเป็นเครื่องเจาะหินขนาดใหญ่ใช้พลังงานลม สาธิตการทำงานโดยเปิดให้ดูการกระแทก โอ้โหเสียงดังสุด ๆ ต้องเอามืออุดหูด้วยกลัวว่าหูจะแตกซะก่อน สภาพใต้ดินนี่แย่มากทั้งฝุ่นและเสียงรวมถึงอากาศที่หายใจ แต่ก็อาจจะดีกว่าการรบบนพื้นดิน ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นลิฟท์กลับขึ้นมาบนพื้นดินอย่างปลอดภัย ไกด์เอาป้ายแขวนที่กระดานซึ่งแบ่งเป็นสองฟาก ให้รู้ว่ามีใครอยู่ใต้ดินบ้าง
ขากลับไม่มีรถแล้วเพราะคุณเลขาขับรถกลับไปแล้ว เมียร์โค่เองก็ไม่รู้ว่าจะไปขึ้นรถไฟที่ไหน ต้องเข้าไปถามข้างใน โชคดีที่ไกด์จะเดินกลับบ้านอยู่แล้ว อาสาพาเราไปที่ป้ายรถเมล์ที่สามารถขึ้นไปต่อรถไฟกลับเคมนิทซ์ได้ ไกด์เด็กสาวพาเราไปด้านหลังพิพิธภัณฑ์ เป็นทางลัดแต่ต้องไต่เขาลงไปนิดหน่อย ถ้าพลาดท่าก็กลิ้งลงไปกองอยู่ข้างล่างจากความสูงประมาณสี่เมตร เราเดินผ่านถนนเล็ก ๆ มีทุ่งหญ้าสวยงาม ผ่านบ้านคนในย่านนี้ตามเชิงเขา (เหมืองอยู่บนยอดเขา) เดินไปประมาณหลายร้อยเมตรกว่าจะเข้าย่านชุมชน ไกด์ขี้ทางให้เมียร์โค่ แล้วก็โบกมือบ๊ายบายกัน

เมียร์โคพาเราไปแวะดื่มน้ำ (เบียร์อีกและ) ที่ร้านอาหารแถวหน้าโบสถ์
ตอนนี้คนออกมานั่งชื่นชมแสงแดดกันเต็มไปหมด แทบไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง เราเลือกร้านหนึ่งซึ่งมีเบียร์ Freiberger รสชาดดีมาก ต้อนนี้เริ่มหิวข้าวเที่ยงกันแล้วแต่ดูนาฬิกาก็ปาเข้าไปห้าโมงเย็นแล้ว เราสั่งเบอร์เกอร์กันมากินคนละอัน เมียร์โค่กินแต่เบียร์ มื้อนี้ ดร.สุรัตน์ขอเป็นเจ้าภาพเอง ทานกันเสร็จก็เดิน เดิน เดิน เดินอีกแล้วไปขึ้นรถเมล เพื่อไปยังสถานีรถไฟ ไปถึงสถานีรถไฟฟรายเบิร์กก็ห้าโมงครึ่ง กำหนดรถออกใกล้ ๆ หกโมง และรถจะมาช้ากว่าเวลาอีกสิบนาที เราเลยไปเข้าร้านสะดวกซื้อ และรออยู่ที่ชานชลาของสถานี เมืองนี้ค่อนข้างเงียบเหงา (รวมถึงเคมนิทซ์ด้วย) มีตึกร้าง ๆ มากและมีการพ่นสีด้วยสีสเปรย์กระป๋อง (เหมือนที่พวกเด็กช่างกลบ้านเราทำกัน) อยู่หลาย ๆ แห่ง ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นรถไฟกลับ มีแค่สามตู้เป็นรถไฟฟ้าสีแดงรูปทรงไม่ทันสมัยเทาไร แต่ระบบภายในหรูหรา วิ่งนิ่มและเงียบมากเหมือนกับรถหัวจรวดของญี่ปุ่น แต่ไม่เร็วเท่า ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางที่สวยงาม และนั่งคุยกันไปในรถจนถึงสถานีรถไฟเคมนิทซ์ เมียร์โค่ขอตัวจากไปเพื่อไปให้ทันรถเมลกลับบ้าน พวกเราเดินกลับมาที่โรงแรม คราวนี้เดินไม่ไกล เพราะสถานีรถไฟอยู่หลังมหาวิทยาลัย ซึ่งใกล้กับโรงแรมมาก เราแยกย้ายกันพักผ่อน วันนี้ได้นอนเร็ว เช็คอีเมลเสร็จ เปลี่ยนชุดกระโดดขึ้นเตียงหลับปุ๋ย ๆ แต่ตื่นมาอีกทีตีสาม นอนไม่หลับแล้วก็เลยมานั่งเขียน journal นี้แหละ


Day 5
(๓ เม.ย.๕๒)
ตื่นมาตั้งแต่ตีสามครึ่งเพราะนอนเร็ว หกโมงเช้าเริ่มหิวข้าวแล้วเลยโทรบอกพรรคพวกว่าทานข้าวเช้ากันซักเจ็ดโมง เพราะจะมีคนมารับตอนแปดโมงสี่สิบห้า อาหารเช้าเริ่มเลี่ยนแล้วเพราะเหมือนเดิม มีไส้กรอก ไข่กวน แฮม ครัวซองต์ และไข่ต้ม เป็นอาหารค่อนข้างมีคุณภาพดีแต่กินทุกวันก็แย่เหมือนกันอยากกินข้าวราดน้ำปลาพริกจะอร่อยกว่า

วันนี้ตามตารางมีไปดูเมืองเดรสเดน (Dresden) โดย ศ.ฮาดท์จะเป็นคนขับรถพาเราไปเอง พอถึงเวลานัด มานดี้ ฮอก (Mandy Hauk) เลขา ศ.ฮาดท์ มารับเราพาไปที่ห้องเพื่อรอ ศ.ฮาดท์เสร็จธุระ ต้องรออีกครี่งชั่วโมงเลยบอกว่าเราไปเดินถ่ายรูปด้านหลังที่สถานีรถไฟ

กลับมาก็เจอเมียร์โค่ พาไปดูแล็บของเขาแบบเร่งด่วนเพื่อรอให้ ศ.ฮาดท์เสร็จธุระ กว่าจะออกได้ก็เกือบสิบโมง อาจารย์ฮาดท์พาเราไปเดินไปที่จอดรถ วันนี้ได้นั่งบีเอ็มดับเบิ้ลยูซี่รี่ห้า น่าจะเป็น 525i ออกจากเมืองไปขึ้นไฮเวย์ อาจารย์บอกว่าขับแป็บเดียวก็ถึง พอพ้นเมืองเท่านั้นอาจารย์ท่านก็กดแบบสุด ๆ รอบขึ้นไปถึงหกพันเกือบเจ็ดพันรอบ รถพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วไต่ไปเรื่อย ๆ จนเกินร้อยแปดสิบ ยังไม่พอท่านกดขึ้นไปต่อจนถึงสองร้อยยี่สิบ กม./ชม. ตอนนี้ได้แต่สวดมนต์ให้เรามีชีวิตรอด ที่ความเร็วขนาดนี้รถบีเอ็มนี่เจ๋งจริง ๆ ยังคงทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม เราแซงรถทุกคันที่อยู่บนออโต้บาน ซึ่งเป็นถนนสามเลนส์เชื่อมระหว่างเมืองมีแต่เสียงลมที่มาปะทะรถเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่าเร็วมาก ขนาดบางช่วงลดความเร็วมาเหลือประมาณร้อยหกสิบ เรากลับรู้สึกว่ามันช้าจริง ๆ มีเพียงแค่คันเดียวที่แซงเราคือรถบีเอ็ม X5 แต่ตอนนั้นเป็นช่วงที่ท่านลดความเร็วมาเหลือร้อยหกสิบเพื่อดูแผนที่ออนบอร์ดบนรถ หลังจากนั้นเราก็แซงเขาเรียบ ไม่ถึงชั่วโมงเราก็มาถึงเมืองเดรสเดน

เขาพาไปดูพิพิธภัณฑ์ทหารซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ซึ่งน่าจะทำโดยรัฐกับทหาร เพราะเห็นมีทหารเดินไปมา ในนี้มีสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทหารตั้งแต่สมัยโบราณ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง มีรูปเมืองเดรสเดนโดนระเบิดพินาศไปทั้งเมือง ก่อนที่จะมาเริ่มบูรณะหลังกำแพงเบอร์ลินพังลงใน ค.ศ.๑๙๙๐ มีปืนแบบต่าง ๆ รถถัง เครื่องบิน และเรือดำน้ำโบราณให้ชม อาจารย์ฮาดท์ไม่เคยมาเหมือนกันต้องใช้จีพีเอสพามา เราเดินอยู่ไม่ถึงชั่วโมงก็ดูหมด

จากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่ Dresden center ซึ่งเป็นเมืองเก่าของเขาและเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมากันมากมาย วันนี้อากาศดีมากอุ่นและถ้าอยู่กลางแดดก็ร้อนทีเดียว พอจอดรถตรงที่จอดรถข้างแม่น้ำแล้วท่านก็พาเราเดินริมน้ำมายังจุดที่มีโบสถ์สูงและสวยงามมาก วันนี้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าปรอดโปร่งถ่ายรูปออกมาแล้วสวยมาก เราเดินชมข้างหนึ่งของตึกเก่าเหล่านี้ซึ่งเพิ่งได้รับการบูรณะมาไม่นาน เมื่อปี ๒๐๐๐ มีน้ำท่วมใหญ่ที่นี่สูงมากจนท่วมเข้าไปถึงตัวเมืองเก่า และเมื่อสองปีที่แล้วที่มาก็มีน้ำท่วมแต่ไม่มากเฉพาะตรงถนนริมน้ำ

เราแวะทานอาหารที่ร้านริมน้ำฝังอยู่กับกำแพงสูงเป็นร้านที่สวยมากขนาดไม่ใหญ่ มีรูปนักการเมืองมากินที่นี่ เราได้โต๊ะริมแม่น้ำอยู่ชั้นบนสุดมีแสงแดดส่องให้อบอุ่น จนบางครั้งถึงกับร้อน ผู้คนถอดเสื้อหนาวใส่แต่เสื้อยืดหรือเสื้อเชิร์ตสบาย เราสั่งอาหารของเยอรมันเป็นเนื้อหมัก กับผักกระหล่ำสีม่วงราคาสิบเอ็ดยูโร โจนราเทพสั่งซี่โครงกับหมู ส่วนอาจารย์ฮาดท์สั่งขาหมูย่าง/ทอด แต่แกไม่กินหนังกรอบ ๆ เราทานเบียร์กันคนละแก้วเช่นเคย ระหว่างที่ทานอาหารก็คุยกันเรื่อง research collaboration ระหว่าง CRMA กับ TU Chemnitz ว่าเราสามารถนำงานของ ดร.สุรัตน์ ซึ่งมีโมเดลสามมิติ มาแจมกับโครงการ VR ซึ่งแสดงภาพเป็นสามมิติเป็นจอใหญ่แบบ immersive ทานอาหารเสร็จเราก็บอกว่า ถ้าท่านรีบกลับพวกเราก็จะเดินกันเองได้ เพราะเขาต้องไปเมืองมิวนิคต่อ แต่ ศ.ฮาดท์ บอกว่าไม่เป็นไรยังมีเวลา ก็เลยพาเราชมโบสถ์กับรูปภาพขนาดใหญ่ข้างทาง

จากนั้นก็แยกกันที่โบสถ์ โดยเขาเตรียมตั๋วรถไฟจากเดรสเดนไปเคมนิทซ์ให้เราเรียบร้อยแล้ว แต่เราต้องเดินไปขึ้นรถไฟเองซึ่งใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที จากนั้นเราก็เดินกลับมาที่พระราชวังเก่า เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปสวยงามไปอีกแบบ มีรูปปั้นต่าง ๆ อยู่กระจายไปสวยงามมาก เราเดินชมวังครึ่งหนึ่งแล้วก็เกิดอาการเมื่อยกัน เลยตั้งเข็มกลับเคมนิทซ์กันดีกว่าเพราะต้องเดินอีกประมาณกิโลกว่า ตรงเคมนิทซ์เซ็นเตอร์ ดร.สุรัตน์ ได้ตุ๊กตาไม้ของเยอรมันตัวใหญ่ มีรูที่ปากและสามารถใส่ธูปหอมเล็ก ๆ เข้าไปที่ใต้ตัวได้ราคาตั้ง ๒๖ ยูโร ระหว่างทางที่เดินไปก็ถามทางไปเรื่อย พอดีนราเทพพูดเยอรมันได้ แถมยังเคยเรียนอยู่ที่เดรสเดนตอนเป็นนักเรียนนายร้อยของที่นี่ เราอีกสองคนไม่ได้อะไร ตอนแรกว่าจะซื้อโปสการ์ดแต่ราคาตั้ง ๒ ยูโร และคนขายก็กวนต#$ ก็เลยไม่ซื้อมันซะเลย ดูเหมือนมันจะดูถูกพวกกะเหรี่ยงพลัดถิ่นอย่างพวกเรา ก็คงต้องปลงใจเพราะว่าพวกเราก็ดูถูกลาว พม่า เขมร แต่ก็ยังน้อยกว่าเพราะว่าเรายังดูเหมือนกัน ไม่แตกต่างกันมก ไม่เหมือนพวกฝรั่งผมทอง ที่เดรสเดนนี่คนเยอะกว่าเคมนิทซ์ เดินกันขวักไขว่ไปหมดไม่เหมือนเคมนิทซ์ซึ่งค่อนข้างเงียบเหงา พอใกล้ถึงสถานีรถไฟมีมอลล์และห้างร้านคล้าย ๆ ที่เมืองไทยก็เแวะเข้าไป มีร้านขายของเล่นเลยแวะเข้าไปซื้อของฝากลูกสาวคนสวยได้หนึ่งชิ้น และฝากคุณแม่ของลูกอีกหนึ่งชิ้น ก็ประมาณเกือบสี่โมง นราเทพตรวจดูตารางรถไฟว่ารางไหนไปเคมนิทซ์ ปรากฏว่าเป็นราง ๑๒ เราก็เดินเข้าไปรอได้สักพักรถก็เข้าทาเทียบทาจอดรอ เราสามคนคนไทยขึ้นไปรอในรถตู้แรก ถอดเสื้อหนาวแขวนไว้และเอาเป้เก็บบนที่วางของเหนือศรีษะ รถไฟใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เราคุยกันไปบ้างหลับบ้าง เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์รถขบวนนี้มีเด็ก ๆ แบกเป้ใบใหญ่สงสัยว่าจะกลับบ้านหรือไม่ก็ไปแคมปิ้งกัน บางคนหิ้วถุงนอนมาด้วย ถึงเคมนิทซ์ก็ราว ๆ ห้าโมงเย็น ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนและนัดกันอีกทีไปเดินช็อปปิ้งซื้อของฝากที่มอลล์ใกล้โรงแรม ขึ้นมาเช็คเมลและพิมพ์บันทึกได้ไม่เท่าไรก็ต้องลงไปเจอกันสามคนอีกตอนหกโมง เราเดินไปที่มอลล์ เพื่อหาซื้อของฝากได้ แผ่นไม้ฉลุ (น่าจะใช้เลเซอร์) เป็นเอกลักษณ์ของเยอรมันและเทศกาลอีสเตอร์ซึ่งจะเกี่ยวกับไข่ และกระต่ายต่าง ๆ ไข่เต็มเมืองไปหมดตอนนี้ และก็มีหมากรุกไม้ราคาไม่แพงมาก ๑๒ ยูโร เป็นกล่องพับได้ และก็ซื้อตุ๊กตาไม้ตัวเล็ก ๆ อีกสองอัน จากนั้นขึ้นไปที่ร้าน Saturn (อ่านซาทวน) แปลว่าดาวเสาร์เหมือนกัน เป็นห้างขายเครื่องอิเล็กทริกส์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ นราเทพต้องการซื้อยูเอสบีไดร์ฟเพื่อสำรองข้อมูล เรายังไม่ได้อะไรแต่มีกล้องที่น่าสนใจอยู่อันหนึ้ง เป็นพานาโซนิค ลูมิกซ์ รุ่นทีแซด ๔ ราคาประมาณหนึ่งหมื่นบาท และ เพลสเตชั่น ๒ ราคาแค่ห้าพันบาท เราไม่แน่ใจว่าจะได้ราคาดีหรือเปล่าก็เลยยังไม่ซื้อ ขอกลับมาเช็คราคาที่เมืองไทยในอินเทอร์เน็ตก่อน ออกจากห้างก็เดินมาทานร้านอาหารเวียดนามเยื้อง ๆ โรงแรม ดูเมนูเป็นภาษาเยอรมันไม่ออกต้องให้นราเทพช่วยแปล เราสั่งข้าวราดแกงกะหรี่ (เขาบอกว่าเผ็ดแบบไทย) แต่ออกมาไม่เห็นได้เรื่องเท่าไร ทานอาหารเสร็จก็เดินกลับมาโรงแรมและแยกย้ายกันพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องเดินทางด้วยรถไฟอีกแล้ว

Day 6 (๔ เม.ย.๕๒)
วันนี้ตื่นหกโมงเช้า กว่าจะเข้านอนเมื่อคืนก็เที่ยงคืนกว่า นัดเมียร์โค่ไว้ที่สถานีรถไฟตอนแปดโมงสิบห้า ตื่นมาก็โทรไปปลุด ดร.สุรัตน์ นัดกันลงไปทานอาหารเช้าที่เหมือนเดิมตอนหกโมงครึ่ง ลงไปถึงเจอนราเทพแล้ว แต่อาหารยังไม่เสร็จนั่งรออีกประมาณสิบนาทีอาหารก็พร้อมให้รับประทาน วันนี้ลองไส้กรอกซารามี่ มีรสชาดเปรี้ยว ๆ ดีหน่อยไม่งัน้เลี่ยนมาก ๆ วันนี้เขาเอาแตงกวาดองมาใส่ให้พิเศษในถ้วยแก้ว สงสัยเมื่อวานเราไปตักจากที่เขาแต่งไว้กับปลาแซลมอนรมควันจนเกลี้ยง ทานอาหารเสร็จก็กลับขึ้นมาเตรียมตัวที่ห้อง ลองใช้โทรศัพท์อินเทอร์เน็ตของ ดร.สุรัตน์ โทรหาเอมี่ แต่ไม่รับสายสงสัยเดินช็อปปิ้งอยู่ในห้าง ลองโทรหลายครั้งไม่ได้ผลก็เลยกลับมาที่ห้องรอเวลาออกเดินทาง เก้าโมงตรงเราออกเดินจากโรงแรมไปยังสถานีรถไฟเคมนิทซ์ เพื่อไปพบเมียร์โค่เวลาเก้าโมงสิบห้า ไปถึงที่ชานชลาก็เห็นเมียร์โค่เดินอยู่ที่รางเก้า รถที่จะไปเมืองไลพสิก (Leizig) ออกที่รางสี่ เราก็เลยรอให้เมียร์โค่เดินมาหา เมียร์โค่ถือถุงแซนวิทช์ซึ่งเป็นอาหารเช้ากับถ้วยกาแฟกลิ่นหอมโชยออกมา รถยังไม่มาเราก็เลยยืนคุยกันและเมียร์โค่ก็ทานอาหารเช้า มองไปรอบ ๆ ค่อนข้างเงียบเหงา ในร้านกาแฟมีผู้หญิงแก่ ๆ สั่งเบียร์กินแต่เช้า เก้าโมงครี่งเราก็ได้ขึ้นรถไฟ เมียร์โค่อธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่ารถขบวนนี้เป็นรถเครื่องดีเซล ความเร็วค่อนข้างสูงไปได้ถึง ๑๖๐ กม./ชม. ในทางตรง แต่เสียงดังและไม่นิ่มเหมือนรถไฟฟ้า อีกทั้งยังโคลงเคลงมากเมื่อเข้าโค้งรถจะเอียงเพื่อรับกับความเร็วสูง และมีโค้งมากไปตลอดทาง อาจทำให้รู้สึกเมารถได้ เราบอกเมียร์โค่ว่าไม่เป็นไรแต่ถ้านั่งรถที่แมนดี้ขับนั้นคงเมาเป็นแน่แท้ รถจอดไม่กี่สถานีตามเมืองเล็ก ๆ มองเห็นตึกร้างที่ถูกพ่นด้วยสีสเปรย์โดยเด็กวัยรุ่นค่อนข้างมาก เมืองของเขาบางส่วนยังไม่ได้รับการบูรณะหลังสงครามโลก และหลังจากกำแพงเบอร์ลินพังลงก็เริ่มทะยอยบูรณะขึ้นมาใหม่แต่ก็ยังมีทรากรกร้างให้เห็นอยู่เต็มไปหมด รถใช้เวลาชั่วโมงเดียวก็มาถึงเมืองไลพสิก ที่นี่เคยเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่อยู่ที่สถานีรถไฟ ผู้คนคึกคักกว่าที่เคมนิทซ์เป็นไหน ๆ เราลงรถไฟแล้วก็รอขึ้นรถอีกขบวนเพื่อไปยังเมืองเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถบีเอ็มดับเบิ้ลยู (รถยี่ห้อโปรดของเรา) เมียร์โค่เป็นเหมือนที่ปรึกษาของนักเรียนมัธยมที่เข้าแข่งขันโดยมีบริษัทต่าง ๆ เป็นสปอนเซอร์และบริษัทบีเอ็มเป็นผู้ให้ทุนหลัก ใช้เวลาแค่ห้านาทีก็ถึงสถานีปลายทาง มีเด็ก ๆ ลงสถานีนี้ค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าจะไปดูการสาธิตโครงการต่าง ๆ ที่เราจะไปดู แต่ที่ไหนได้เขาพากันมาดูงานมอเตอร์โชว์ที่ศูนย์จัดงานแสดงที่เมืองนี้ เราต้องนั่งรถบัสต่อไปยังโรงงานบีเอ็ม ฯ ใช้เวลาเกือบสิบห้านาที เมียร์โค่พาเราเข้าไปดูเป็นห้องเล็ก ๆ มีการสาธิตโครงการโดยเด็กมัธยมในรัฐนี้ เด็กที่เมียร์โค่มาดูได้เป็นตัวแทนจากเมืองเคมนิทซ์ เข้ามาแข่งกับตัวแทนจากเมืองอื่น ๆ ในย่านนี้ มีบู๊ทเล็ก ๆ ประมาณสามสิบกว่าบู๊ท แบ่งเป็นสาขาย่อย ๆ เช่นอินฟอร์เมติก (หรือคอมพิวเตอร์) เคมี และอื่น ๆ เราเข้าไปดูบู๊ทที่สนใจแต่ต้องให้นราเทพเป็นคนแปลให้ฟัง เด็กมัธยมที่นี่เก่งมาก ๆ โครงงานบางอันดีกว่าโครงงานเด็กปริญญาตรีที่บ้านเราเสียอีก เราไปแวะฟังเด็กของเมียร์โค่อธิบาย เมียร์โค่บอกว่าเขาพูดภาษาอังกฤษพอใช้ได้ มีพ่อแม่และน้องสาวมาคอยให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ บู๊ท เขาทำเกี่ยวกับการควบคุมหุ่นยนต์ผ่านระบบบลูธูทของโทรศัพท์มือถือ โดยหุ่นยนต์ควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ แต่ตัวหุ่นยนต์เป็นหุ่นสำเร็จรูปใช้สำหรับการทดลอง นับว่าเป็นโครงงานที่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะต้องเขียนโปรแกรมภาษาจาวาสำหรับโทรศัพท์มือถือ และเขียนภาษาซี สำหรับการควบคุมหุ่นยนต์ เขาบอกว่าเขาเรียนการเขียนโปรแกรมด้วยตัวเอง นี่ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็พร้อมที่จะทำโครงงาน และคงเป็นเด็กที่เรียนเก่งน่าดู ไม่สงสัยเลยว่าทำไมไอน์สไตน์ถึงได้เก่งกาจเกินมนุษย์ขนาดนั้น เราขอบคุณเด็กและให้กำลังใจขอให้ได้ที่หนึ่ง จากนั้นแวะดูบู๊ทต่าง ๆ จนหมด มีอันหนึ่งที่น่าทึ่งมากเขาทำการส่งข้อมูลผ่านแสง เข้าไปตามสายใยแก้วไปโผล่อีกข้างหนึ่ง ด้วยอุปกรณ์ง่า่ย ๆ โดยส่งไปสามสี แดง เขียว และน้ำเงิน สามารถรวมสัญญาณออกจากเครื่องเล่นเอ็มพีสาม และไปออกเสียงอีกปลายของสายไฟเบอร์ได้อย่างน่าทึ่ง เด็กบ้านเราจะเก่งขนาดนี้ไหมหนอ แต่ต้องยอมรับว่าที่นี่อุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือเขาพร้อม เมียร์โค่บอกว่ากว่าเขาจะเสร็จธุระที่นี่ก็บ่ายสองครึ่ง ให้เราขึ้นรถเมล์ไปดูงานมอเตอร์โชว์ที่ใกล้ ๆ สถานีรถไฟได้ และที่ตรงนั้นก็มีมอลล์ขนาดย่อม ๆ อยู่พอที่เราจะไปหาอาหารเที่ยงกินได้ และนัดกันเจอที่สถานีรถไฟตอนบ่ายสองโมงสี่สิบห้า เราขึ้นรถเมล์กลับมาลงที่มอลล์ใกล้ ๆ ที่งานมอเตอร์โชว์ และหาอะไรทานแต่ก็ตกลงใจไม่ได้ พอดีไปเจอฝรั่งยืนเข้าแถวรอซื้ออาหารคล้าย ๆ แซนด์วิทช์มีขนมปังผ่าครึ่งและมีหมูคล้าย ๆ หมูยอแต่ออกสีชมพูราคาแค่ ๑.๒๐ ยูโร เราก็เลยตกลงใจทานอันนี้ประทังชีวิตไปก่อน หมูนี่คล้ายกับหมูแสปมที่เรารู้จักดีตอนไปเรียนที่อเมริกา รสชาดดีถูกปากทานได้ดีกว่าอาหารอย่างอื่น ดร.สุรัตน์กับนราเทพขอกินชิ้นที่สองแต่เราขอผ่าน จากนั้นเราเดินเล่นในมอลล์ซักพักก็พากันเดินไปที่งานมอเตอร์โชว์ห่างออกไปประมาณเจ็ดร้อยเมตร เราเดินตัดทุ่งหญ้าไปมีถนนดินพอเดินได้ วันนี้เป็นอีกวันที่ต้องเดินทางด้วยเท้าระยะไกล ในที่สุดเราก็มาถึงงาน เดินเข้าไปที่บู๊ทหน้างาน ต้องเสียค่าเข้าคนละ ๑๐.๕๐ ยูโร ตอนนั้นบ่ายโมงกว่าแล้ว เราต้องไปเจอเมียร์โค่ที่สถานีรถไฟตอนบ่ายสองโมงกว่า ก็เลยตัดสินใจดูอยู่ไกล ๆ ด้านนอกและเอาเอกสารมานั่งอ่านดู แต่เหลือเวลาอีกตั้งเยอะเรานั่งเล่นอยู่ในอาคารแสดงสินค้าได้เกือบชั่วโมง จะเดินกลับไปที่มอลล์ก็มองหน้ากันแล้วขอนั่งอยู่เฉย ๆ ดีกว่า นั่งจนเบื่อข้างในอาคารเลยออกมานั่งเล่นริมสระนำ้ขนาดใหญ่ด้านนอก วันนี้อากาศดีมาก ๆ เย็นนิด ๆ แต่มีแสงแดดส่องให้อุ่นสบาย มีคนมานั่งริมสระนำ้กันเยอะ สระนำ้ที่นี่ทำแปลกอย่างคือมีทางเดินเฉียง ๆ ตัดตรงกลางแต่ทางเดินจะลึกลงไปทำให้เวลาเดินระดับนำ้จะอยู่ตรงประมาณเอว และถ้าถ่ายรูปในระดับต่ำออกมาแล้วจะเหมือนกับเราลงไปอยู่ในนำ้ มีคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาถ่ายรูปกันตรงนี้อยู่ตลอดเวลา เราเลือกนั่งตรงที่มีร่มไม้นิด ๆ แล้วถอดรองเท้านั่งเล่นให้เย็นใจเพราะไม่รู้จะทำอะไรที่ดีกว่านี้ นั่งรอเมียร์โค่จนใกล้เวลา เราก็ออกเดินกลับไปที่สถานีรถไฟ แวะถ่ายรูปธงนานาชาติที่หน้าตึก มีธงไทยอยู่ด้วย เราไปรอเมียร์โค่จนบ่ายสามก็ยังไม่มา จนในที่สุดเมียร์โค่ก็โผล่ขึ้นมาที่ชานชลา แล้วบอกว่าเขารออยู่ข้างล่างตั้งสิบห้านาที เราขึ้นรถไฟกลับมาที่สถานีใหญ่ของเมืองไลพสิก แล้วเดินดูร้านในห้างซักพัก ปวดปัสสาวะแต่พอเห็นป้ายว่าต้องเสียเงินหนึ่งยูโร (เกือบห้าสิบบาท) ก็เลยหายปวดไปก่อน เมียร์โค่ชวนไปนั่งร้าน outdoor ที่ข้าง ๆ โบสถ์ใหญ่ของเมือง เราค้นพบว่า " ที่ไหนมีโบสถ์ที่นั่นมีเบียร์กิน" ทุกเมืองที่เราไปจะเป็นอย่างนั้น เพราะรอบโบสถ์จะมีพื้นที่ และมีร้านอาหารอยู่รอบ ๆ พออากาศดีก็เอาโต๊ะเก้าอี้ออกมากางรับแสงแดดข้างนอก แทบไม่มีโต๊ะนั่งแต่โชคดีมีว่างอยู่โต๊ะหนึ่ง เราสั่งเบียร์มากินแทนน้ำแล้วนังเล่นดูผู้คนสักพักก็เดินกลับมาที่สถานีรถไฟ เพื่อหาซื้อกล้องส่องพระที่มีคนฝากซื้อมา แต่หายังไงก็ไม่เจอก็เลยขึ้นไปรอรถไฟ ตอนนี้ยิ่งปวดฉี่หนัก พอขึ้นรถไฟได้ สิ่งแรกที่ทำก็คือวิ่งไปเข้าห้องน้ำในรถไฟที่กลิ่นค่อนข้างไม่ค่อยดีเท่าไร คนรอรถขบวนนี้ค่อนข้างเยอะ เมียร์โค่บอกว่าให้รีบขึ้นเพื่อที่ได้นั่งใกล้ ๆ กัน เราหลับ ๆ ตื่นมาในรถไฟและในที่สุดก็กลับมาถึงเคมนิทซ์ เมียร์โค่ต้องไปต่อรถและอำลากันตอนลงรถไฟโดยนัดเจอกันพรุ่งนี้เวลาเก้าโมงครี่ง เราเดินแวะเข้าห้องน้ำที่โรงแรมก่อนที่จะนัดกันตอนหนึ่งทุ่มเพื่อไปที่มอลล์ดูของต่าง ๆ และหาอะไรทานตอนเย็น วันนี้เราเลือกร้านจีนใต้มอลล์ อาหารราคา ๓.๕๐ ยูโรเป็นผัดเส้นหมี่เส้นใหญ่ ๆ ของจีนมีเนื้อไก่ใส่มากับผัก ที่นี่ดีอย่างมีซ๊อสศรีราชามากระแทกปากให้มันเผ็ด ๆ บ้างแก้เลี่ยนกับอาหารฝรั่งที่กินมาทุกวัน เสร็จแล้วก็เดินกลับมาที่โรงแรมแยกย้ายกันพักผ่อนและนัดกินข้าวเช้ากันตอนเจ็ดโมงครี่ง วันนี้เดิน (อีกและ) ไปหลายกิโลจนรู้สึกขาล้าไปหมดเหมือนตอนฝึกเดินทางไกลประมาณนั้น ต้องกลับมานอนนวดขาตัวเองให้หายเมื่อยก่อนจะเช็คอีเมล และอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ในเว็บ

อ่านต่อ



Monday, March 30, 2009

Chemnitz Trip 2009

เดินทางถึงเมืองเคมนิทซ์ เยอรมัน คืนวันที่ 29 มี.ค.52 เที่ยวบิน TG924 ลงเครื่องที่เมืองมิวนิคตอนสองทุ่ม แล้วทาง ม.เคมนิทซ์ ส่งเมียร์โค่ (Mirko) มารับ จากนั้นเดินทางโดยรถ Golf (เครื่องดีเซล) วากอนใส่กระเป๋าเดินทางของเราทั้งสามคน (ดร.สุรัตน์, นราเทพ, me) ได้สบาย เมียร์โค่ขับฝ่าสายฝนที่ตกมาเบา ๆ ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 140 กม./ชม. บางครั้งเห็นอัดไป 180 รถยังทรงตัวดีมาก น่าจะกดไปได้แถว ๆ 200 ระยะทางจากมิวนิคไปเคมนิทซ์เกือบ 400 กม. กว่าจะมาถึงเคมนิทซ์ก็ราว ๆ เที่ยงคืน เข้าพักที่โรงแรม Chemnitz Hof อยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเลย ห้องพักเป็นห้องเล็ก ๆ แต่มีระดับ (ประมาณสี่ดาว) ที่นอนและผ้าห่มนุ่มนิ่มน่านอน แต่นอนไม่หลับเพราะเวลาต่างกันหกชั่วโมง (ตอนนี้เป็นห้าชั่วโมงเพราะปรับเข้าหน้าหนาว) เข้าห้องพักเสร็จเรียบร้อยก็ unpack กระเป๋าที่ amy จัดมาให้ไว้อย่างดีเอามาเรียงใส่ตู้เสื้อผ้า เพราะต้องพำนักอยู่ที่นี่อีกสิบกว่าวัน เปิดฮีทเตอร์ในห้องให้อุ่นสบาย แล้วก็ลองเช็คดูอินเทอร์เน็ต มี hotspot ของ T-mobile แต่ต้องจ่ายตังค์ผ่านบัตรเครดิต มีให้เลือกสองแบบ หกสิบนาที 8 EUR กับเหมาเดือนละ 30 EUR (หนึ่งยูโร EUR ประมาณ 47 THB บาทไทย) ก็เลยสมัครใช้เพื่อดำรงการติดต่อสื่อสาร เช็คอีเมล และใช้ค้นหาข้อมูล

Day One
กว่าจะหลับอีกทีก็เกือบหกโมงเช้า แล้วต้องลงไปรับประทานอาหารเช้านัดกันไว้แปดโมง เพราะ Katarin เลขาของ มร. Alles จะมารับตอนสิบโมงเช้าเพื่อไปพบ Prof. Hardt ซึ่งเป็น Dean ของ Informatics หรือสาขาคอมพิวเตอร์ของเขา จากนั้นเยี่ยมชมห้องสมุดที่มีข้อมูลดิจิตอลสามารถค้นหาข้อมูลหนังสือหรือวารสารต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์สะดวกรวดเร็ว ตอนเที่ยง Prof. Hardt นั้นเลี้ยงอาหารที่โรงแรมที่พัก แล้วตอนบ่ายเข้าชมห้องแล็บ VR (virtual reality) ที่มีโมเดลสามมิติของเมืองเคมนิทซ์ ตรงจุดนี้มีงานวิจัยที่นาสนใจสามอย่างคือ ๑) ระบบแสดงผลสามมิติ ใช้หลักการ polarization ที่มีจอรอบตัว ๒) การจำลองปิงปอง และ ๓) จอแสดงผลแบบสามมิติรายละเอียดสูง ใช้หลักการ polarization เหมือนกัน Contact ที่พบที่ห้องแล็บนี้ก็คือ Prof. Mario Lorenz (Mario.Lorenz@informatik.tu-chemnitz.du) เป็นผู้อธิบายงานและการทำงานต่างร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทของเขา ผลงานทางวิชาการของห้องแล็บนี้สามารถดูได้ที่ http://www.tu-chemnitz.de/informatik/GDV/forschung/publikationen.php
จากนั้นเมียร์โค่ พาเดินชมเมืองในดาวน์ทาวน์ แวะซื้อไส้กรอกย่างกินกัน จากนั้นโต้ความหนาวที่ร้านไอศครีมริมถนน ใกล้ร้านมีโบสถ์เก่าแก่ มีคนกลุ่มหนึ่งยืนร้องเพลงหน้าโบสถ์ จากนั้นเมียร์โค่เดินพาชมเมืองต่อ แวะซื้อน้ำที่ซูเปอร์มาเก็ต แล้วกลับมาส่งที่โรงแรม เรานั่งคุยกันต่อที่ห้อง พอตอนเย็นก็ออกไปกินพิซซ่าที่ร้านอิตาเลี่ยน Toscana ใกล้ ๆ โรงแรม กว่าจะหลับอีกทีก็เที่ยงคืน อาหารแต่ละจานที่นี่ถ้าเทียบกับเมืองไทยนับว่าแพงมาก ราคาแต่ละจานไม่ต่ำกว่า 4 ยูโร (ประมาณ 200 บาท) ยังไม่นับรวมเครื่องดื่ม

Day two (๓๑ มี.ค.๕๒)
ตอนเช้า Mirko Caspar นัดเก้าโมงครึ่งเพื่อไปชมแคมปัสใหญ่ที่ถนน Reinhainer นักศึกษาส่วนใหญ่จะเรียนกันที่นี่ เราเดินออกมาหน้าโรงแรมแต่ก็พลาดรถบัสนิดเดียว ต้องรออีกประมาณสิบนาที รถบัส (bus ออกเสียงบุซ) ตรงเวลามาก บางครั้งก็วิ่งทับบนเส้นเดียวกับที่รถรางวิ่ง ตรงกลางของถนนใหญ่ ใช้เวลาประมาณสิบนาทีก็ลงรถที่แคมปัสใหญ่ เมียร์โค่พาเดินชมตึกต่าง ๆ ตึกเรียนรวมขนาดใหญ่ และอาคารฟิสิกส์ที่กำลังสร้างใหม่ จากนั้นมานั่งพักกินกาแฟที่หน้าเมนซ่า (Mensa) เป็นเหมือนโรงอาหารของนักศึกษาและอาจารย์ วันนี้แดดออกอากาศไม่หนาวมาก นักศึกษาออกมานั่งผิงแดดดื่มกาแฟ พิมพ์งานกันด้านหน้าของอาคารเต็มไปหมด (นักศึกษาบางคนเด็ก ๆ ก็ซัดเบียร์กันแต่เช้าเลย) จากนั้นก็เดินต่อไปทางด้านตึกของคณิตศาสตร์ และที่พักนักศึกษาซึ่งเป็นอาคารอยู่ด้านหลังสนามกีฬา แต่ละตึกจะทาสีต่าง ๆ กันไปสีสันสดใสดูแล้วมีชิวิตชีวาดี พอใกล้เที่ยงเราก็เดินวนกลับมาที่เมนซ่าเพื่อเตรียมรับประทานอาหาร เมียร์โค่รูดบัตรอาหารของเขาให้เรา ในเมนูจะมีให้เลือกสี่อย่างเขาเรียกว่าเอสเซ่น (essen I, II, III, IV) มีคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารฝรั่งและมีพวกมังสวิรัติด้วย เราเลือกสปาเก็ตตี้กับปลาดูเหมือนว่าพอจะกินได้หน่อย กินข้าวกันเสร็จก็เข้าไปดื่มกาแฟที่แคนทีนในตึกเดียวกัน จากนั้นเดินไปที่ตึกวิศวกรรมไฟฟ้าเพื่อไปหาอาจารย์จันทรา ซึ่งนราเทพอยากเข้าไปคุยด้วยเพื่อปรึกษาเรื่องการมาเรียนต่อปริญญาเอกที่นี่ แต่เลขาบอกว่ายังไม่ว่างแล้วจะหาเวลานัดให้อีก ตามตารางตอนบ่ายเราจะเข้าพบ Prof. Heinkel ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบ Embedded System เราเข้าไปนั่งรอในห้องประชุมซึ่งเปิดฮีทเตอร์ร้อนมากต้องถอดเครื่องพันธนาการเสื้อไหมพรมออกแล้วค่อยยังชั่วขึ้น Prof. Heinkel ยังไม่ว่างให้ Prof. Goran Herrmann มาอธิบายงานของห้องแล็บในส่วนนี้พร้อมกับนักศึกษาปริญญาเอกชื่อ Peter Wolf (peter.wold@e-technik.tu-chemnitz.de)ท่าทางคล่องแคล่วและเอาการงานน่าดู อ. Herrmann ดูออกจะมีอายุมากแล้วอธิบายถึงส่วนนี้ว่าเป็น Circuit and System Design ที่ทำงานด้าน Communication testbed, sensor data processing, x-to-x communication โดยเฉพาะเกี่ยวกับ car-to-infro, car-to-car, network on-chip, electro joystick, yarn sensor, ASIC analysis, และเกี่ยวกับ education ซึ่งเป็น rapid prototyping งานส่วนใหญ่แล้วใช้ FPGA ในการสร้างวงจรซึ่งใช้ภาษา VHDL ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สำหรับกำหนดว่าวงจรที่ต้องการเป็นอย่างไร (ไม่ต้องต่อวงจรเอง) เป็นระบบซึ่งมีมาค่อนข้างนานแล้วใช้ในงาน reconfigurable ของระบบควบคุมของดาวเทียม Prof. Heinkel ตามมาร่วมสนทนาในตอนหลัง ดูยังเป็นอาจารย์หนุ่มไฟแรง จากนั้นเยี่ยมชมห้องแล็บและดูอุปกรณ์ต่าง ๆ ดูห้องทำงานของนักศึกษา ในห้องเขาจะเอาต้นไม้เข้าอยู่ข้างในเหมือนกับนั่งทำงานในสวนอะไรประมาณนั้น เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกัน
หลังจากดูงานเมียร์โค่ก็พาเราขึ้นรถเมลมาส่งที่โรงแรม เข้าพักผ่อนเช็คอีเมล แล้วนัดกันกินข้าวเย็นเวลาหกโมงเฉพาะคณะของ รร.จปร. เอง หกโมงเย็นสวมเสื้อหนาวหมวกถุงมือพร้อมก็พากันเดินไปประมาณสี่ร้อยเมตรฝ่าลมหนาวไปที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยน Toscana ร้านมีห้อง Sun Light เป็นระเบียงกระจกริมถนนเราเลือกนั่งที่ริมหน้าต่าง ดร.สุรัตน์กับนราเทพสั่งพิซซ่า ส่วนเราสั่งสปาเก็ตตี้หมูสับราดซอสมะเขือเทศ ใช้เวลาซักพักบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟต้องตกใจกันยกใหญ่ เพราะพิซซ่าถาดเบ้อเร่อ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบสิบสองนิ้ว สปาเก็ตตี้ก็จานใหญ่ แต่ทุกคนก็กินกันหมด เช็คบิลมาแล้วรวมทิปแล้วก็ประมาณสี่สิบยูโร นั่งคุยกันต่อสักพักแล้วก็พากันเดินกลับมาที่โรงแรม อาบน้ำอาบท่าแล้วมานั่งทำงานต่อ เช็คอีเมลโต้ตอบกับงานที่ยังค้างอยู่ กว่าจะเข้านอนก็ห้าทุ่มครึ่ง

Day 3 (พุธ ๑ เม.ย.๕๑)
วันนี้วันพุธแล้ว อีกตั้งหลายวันกว่าจะได้กลับบ้าน วันนี้มีนัดกับ Professur Medieninformatik, Prof. Eibl ดูงานเกี่ยวกับแล็บมัลติมีเดียที่แคมปัสในเมือง และตอนบ่ายมีไปดูพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม เมียร์โค่มารับที่โรงแรมเพื่อพาไปที่แล็บ มี Mark Ritter นักศึกษาหนุ่มไฟแรงมาเป็นหัวหน้าให้การต้อนรับ รู้สึกคณะนี้เตรียมตัวและมีความตั้งใจในการรับรองดีมาก มีกาแฟและสไลด์เตรียมไว้เป็นอย่างดี ริทเทอร์ใส่สูทเต็มยศ และมีเพื่อนร่วมงานอีกสามคนเป็นนักศีกษาปริญญาโททั้งหมด แต่งตัวกันเรียบร้อย ริทเทอร์อธิบายโครงการที่เขาได้รับมาจากบริษัท Sachsmedia ซึ่งมีข้อมูลการเผยแพร่ทีวีในรัฐนี้ เขาทำเกี่ยวกับ video retrieval ต้องใช้เทคนิคของ image processing มาช่วยในการ recognize และสร้าง index ให้สำหรับค้นหาข้อมูลวิดีโอขนาดทั้งหมดประมาณ 10-60 Terra bytes (หนึ่งเทอราไบท์เท่ากับ 1000 เม็กกะไบท์) เป็นข้อมูลที่ใหญ่มาก เขาทำพวก extracting แอ็ททริบิวต์ของวิดีโอ หลังจากอธิบายส่วนรวมเสร็จ ริทเทอร์พาไปชมห้องคลัสเตอร์ขนาด ๑๒ โหนด และห้องทำงาน จากนั้นบรรยายต่อในเครื่องคอมจอยักษ์ของเขา และโปรแกรมที่เขาพัฒนาขึ้นด้วยภาษาจาวาซึ่งน่าสนใจมาก จากนั้นกลุ่มของเขาอธิบายระบบการส่งสัญญาณภาพดิจิตอลออกอากาศระบบ DVB-T เพื่อให้สามารถรับชมได้ในรัศมีประมาณ ๒ กม. ด้วยเครื่องรับทีวีดิจิตอล มี video lag ประมาณ ๕ วินาที จากนั้นสาธิตระบบ DVB-H ซึ่งใช้สำหรับส่งสัญญาณให้เครื่องรับแบบพกพาได้ ซึ่งมี video lag ประมาณ ๘ วินาที เสร็จจากการสาธิตของกลุ่มนี้ก็เที่ยงพอดี เมียร์โค่พาเราไปทานอาหารที่ mensa ของแคมปัสในเมืองนี้ ดูรายการอาหารแล้วท่าจะไม่อร่อย เราเลยไปเลือกอาหารข้าง ๆ ที่เป็นหมูย่างกับมันฝรั่งทอดซึ่งน่าจะโอเคกว่า เมียร์โค่จ่ายตังค์ค่าอาหารให้พวกเราเสร็จก็นั่งทานกัน ห้องอาหารที่นี่ไม่ใหญ่มากเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่จะอยู่ที่แคมปัสใหญ่
ตอนบ่ายเรามุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์รถไฟ Eisenbahn Railroad Musuem ซึ่งต้องนั่งรถไฟไปแล้วเดินไปอีก ๙๐๐ ม. ก่อนที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม Sauchsisches Indutriemuseum (www.saechsisches-industriemuseum.de) เยอรมันมีวิวัฒนาการด้านรถไฟมายาวนาน ที่พิพิธภัณฑ์นี้มีรถไฟเก่าซึ่งบางส่วนยังใช้งานได้ น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบรถไฟ มีรถไฟน่าสนใจอยู่หลายหัวจักร เราได้นั่งรถไฟเล็กซึ่งเป็นคล้าย utility สำหรับขนของขนคนในระยะใกล้ ๆ มากกว่า
จากนั้นเราขึ้นรถรางหน้าโรงแรมไปประมาณสิบห้านาที ก็ถึงพิพิธภัณฑ์นี้ เมียร์โค่จ่ายค่าตั๋ว แล้วเขาบอกว่าถ้าถ่ายรูปต้องจ่ายค่าเอากล้องเข้าไปอีกสองยูโร ก็เลยเอากล้องเก็บไว้ในล็อกเกอร์ (เพราะที่นี่เราเคยมาแล้วเมื่อสองปีก่อน) ที่นี่เก็บเครื่องจักรอุตสาหกรรมในสมัยก่อนไว้มากมาย ที่เกี่ยวกับอุตสหกรรมทอผ้า การผลิตรถยนต์ เครื่องจักรที่สลับซับซ้อนใช้แรงงานคนเดียว หรือแบบมีสายพานส่งกำลังจากมอเตอร์ตัวเดียว ไปให้กำลังแก่เครื่องจักรอื่น ๆ ได้เป็นสิบ ความสลับซับซ้อนของเครื่องกลที่นี่ดูแล้วน่าทึ่งมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถคิดค้นได้ขนาดนี้ เครื่องคิดเลขแบบเชิงกลสามารถบวก ลบ คูณได้
เราเดินทางกลับมาถึงในเมืองเคมนิทซ์ก็ห้าโมงเย็นแล้ว เมียร์โค่พาไปนั่งร้าน outdoor ใกล้ ๆ โรงแรมเพื่อดื่มน้ำแก้กระหาย รอเวลาไปทานอาหารเย็นที่ร้านผลิตเบียร์เล็ก ๆ ในดาวน์ทาวน์ใกล้ ๆ กับ city center ที่สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จมาเยี่ยมเมืองเคมนิทซ์ ร้านนี้คนเยอะมาก มีคนมาร่วมทานอาหารเย็นเก็บคณะเรา เป็นนักศึกษาปริญญาโทอีกสามคน และก็มีแป็บ อาจารย์ของ จปร. ที่มาเรียนปริญญาเอกอยู่ที่เคมนิทซ์ มาร่วมทานอาหารด้วย เบียร์ที่ร้านนี้เขามีเครื่องทำเอง รสชาดดีเขาบอกว่าดีกว่าเบียร์ไฮเนเก่นที่คนไทยชอบ จากนั้นเราไปดื่มเบียร์กันต่อที่อีกร้านหนึ่งในย่านเดียวกัน เป็นร้านไม่ใหญ่มากเมียร์โค่แนะนำเบียร์อีกอันหนึ่งจำชื่อไม่ได้ เสร็จจากร้านนี้ก็แยกย้ายกัน

อ่านต่อ บันทึก day 4-6
http://drprachya.blogspot.com/2009/04/chemnitz-trip-2009-day-4-6.html

Friday, February 27, 2009

บทที่ 5 - สรุป

บทที่ 1 - กล่าวนำ
บทที่ 2 - ทฤษฏีพื้นฐานและงานที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 - เทคนิคพัฒนาการอ่านเร็ว
บทที่ 4 - เทคนิคพัฒนาทักษะความเข้าใจและความจำ

บทที่ 5 - สรุป



เอกสารอ้างอิง
[1] โปรแกรมฝึกอ่านเร็ว Best Reader, URL - http://readerssoft.com/index.php
[2] The Bureau of Labor Statistics of the U.S. Department of Labor, 2008
[3] http://www.ababasoft.com/words/words_flash.html
[4] http://www.ababasoft.com/subvocalization/
[5] ประวัติของการอ่านเร็วที่ฮาร์วาร์ด http://www.study-habits.com/images/speed-reading-full.jpg
[6] IQ-Matrix Speed Reading, http://blog.iqmatrix.com/accelerated-learning/accelerated-speed-reading-study-skills-mind-map
[7] Luciano Passuello, ระลึกหนังสือทั้งเล่มได้ใน 5 นาที, http://litemind.com/how-to-recall-an-entire-book-in-5-minutes-or-less/
[8] Unforgettable Language, http://www.languageresourceonline.com/retail/vendor/unforgettable_lang.html

บทที่ 4 - เทคนิคพัฒนาทักษะความเข้าใจและความจำ

บทที่ 1 - กล่าวนำ
บทที่ 2 - ทฤษฏีพื้นฐานและงานที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 - เทคนิคพัฒนาการอ่านเร็ว

บทที่ 4 - เทคนิคพัฒนาทักษะความเข้าใจและความจำ

4.1 การใช้แผนที่ความคิด

4.2 การซ้อมรบ

4.3 การจำอย่างมีศิลปะ
4.3.1 หลักการหมุดความคิด
4.3.2 จำอะไรก็ได้แบบต่อเนื่อง

4.4 การเขียนอย่างมีตรรกะที่ดี

บทที่ 5 - สรุป

เอกสารอ้างอิง
[1] โปรแกรมฝึกอ่านเร็ว Best Reader, URL - http://readerssoft.com/index.php
[2] The Bureau of Labor Statistics of the U.S. Department of Labor, 2008
[3] http://www.ababasoft.com/words/words_flash.html
[4] http://www.ababasoft.com/subvocalization/
[5] ประวัติของการอ่านเร็วที่ฮาร์วาร์ด http://www.study-habits.com/images/speed-reading-full.jpg
[6] IQ-Matrix Speed Reading, http://blog.iqmatrix.com/accelerated-learning/accelerated-speed-reading-study-skills-mind-map
[7] Luciano Passuello, ระลึกหนังสือทั้งเล่มได้ใน 5 นาที, http://litemind.com/how-to-recall-an-entire-book-in-5-minutes-or-less/
[8] Unforgettable Language, http://www.languageresourceonline.com/retail/vendor/unforgettable_lang.html

บทที่ 3 - เทคนิคพัฒนาการอ่านเร็ว

บทที่ 1 - กล่าวนำ
บทที่ 2 - ทฤษฏีพื้นฐานและงานที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 - เทคนิคพัฒนาการอ่านเร็ว

ก่อน ที่จะฝึกเตรียมตัวให้พร้อม พยายามอย่าให้มีสิ่งใดมารบกวนหากท่านเป็นคนสมาธิสั้น หัวใจของการอ่านเร็วและเข้าใจได้ดีนั้นมิใช่เพียงการมีความตั้งใจ การจดโน้ต หรือการตั้งคำถามล่วงหน้า หากแต่เป็นการรู้ความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของการอ่านให้ชัดเจน ความชัดเจนในความต้องการจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ตัวถ่วงในทางความคิดนั้นจืดจาง ไปจากกระบวนการอ่านและทำให้เพิ่มความเร็วของการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ [7]

3.1 ใช้เครื่องชี้นำ
หากท่านยังขี้เกียจที่จะเริ่มฝึก หรือยังไม่เชื่อว่าการอ่านเร็วมีผลต่อการทำงานหรือการเีีรียนของท่าน ลองใช้วิธีแรกนี้ดู ผู้อ่านสามารถเพิ่มความเร็วจากปกติได้ด้วยวิธีง่าย ๆ โดยการลาก (บังคับ) ให้สายตากวาดไปให้เร็วขึ้นกว่าการปล่อยให้สายตาทอดน่องไปเรื่อยเฉื่อยอย่าง สบายอารมณ์

3.1.1 ใช้นิ้วหรือมือช่วยนำความเร็ว
อุปกรณ์ ที่หาได้ง่ายและมีติดตัวอยู่ตลอดเวลาเช่น นิ้วของเราเอง (ถ้าจะยืมนิ้วของคนอื่นมาช่วยคงไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไร) หรือปากกาด้ามโปรดที่คนรักให้มา วางนิ้วมือหรือปลายปากกาไว้ใต้บรรทัดที่กำลังอ่าน เลื่อนจากซ้ายไปขวาตามการอ่าน ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นทีละนิดจนไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ ข้อควรระวังถ้าใช้ปากกาอย่าเปิดปลายปากกาทิ้งไว้ แนะนำให้ใช้ด้านที่เป็นปลอกของปากกา วิธีนี้อาจทำให้หนังสือของท่าน หรือของคนอื่นที่ท่านยืมเขามามีแต่รอยปากกาเต็มหน้าไปหมด พัฒนาการของวิธีนี้ต่อไปคือหลังจากที่ท่านได้ฝึกฝนจนชำนาญและมือด้านเพราะถู ไปกับกระดาษเป็นร้อย ๆ หน้าแล้วท่านจะพบว่าสายตาของท่านเร็วขึ้นมากกว่าแต่ก่อ เพราะกล้ามเนื้อของการบังคับตาทำงานได้รวดเร็วและไม่หย่อนสมรรถนะเหมือน กล้ามเนื้อบางประเภท ในที่สุดท่านจะพบว่าท่านไม่ต้องใช้เครื่องชี้นำอีกต่อไป ท่านสามารถเลือกทางเดินของตนเองได้ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำนะจ๊ะ

3.1.2 ใช้กระดาษช่วยบัง

อีก วิธีหนึ่งของการใช้เครื่องมือช่วยคือการใช้กระดาษบัง ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้ไปยืมกระดาษของ "บังขายถั่ว" มาช่วยทำให้อ่านเร็วนะ เพราะตรงนั้นอาจเกิดทำให้มีกลิ่นที่ไม่ค่อยดี :-) ให้ใช้กระดาษค่อนข้างแข็งเล็กน้อยชิ้นเล็กกว่าหน้ากระดาษ กระดาษสีอะไรก็ได้แต่อย่าใช้สีฉูดฉาดมากอาจจะทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย วิธีการนี้เป็นการแก้ปัญหาการอ่านย้อนหลัง (ทำให้เสียเวลาเพราะมัวแต่อ่านหลายรอบ) เพราะช้าเกินไป หรือได้หน้าลืมหลัง การได้หน้าลืมหลังไม่ได้มีสาเหตุมาจากความจำชั่วคราวของท่านสั้นเพียงอย่าง เดียว มันเกิดจากการปล่อยปละละเลยได้ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ แต่ถ้าถูกบังคับแล้วร่างกายจะสามารถปรับตัวได้เอง และเมื่อ (ยอม) ฝึกให้เคยชินแล้วก็จะกลายเป็นอาวุธประจำกายไปโดยไม่รู้ตัว

3.1.3 ใช้ซอฟท์แวร์ช่วยฝึก
  • ฝึกอ่านแต่ละคำให้เร็วขึ้น [3] http://www.ababasoft.com/words/words_flash.html
  • ใช้เครื่องให้จังหวะช่วยตัดการออกเสียง http://www.ababasoft.com/subvocalization/
  • พัน โท ทศเทพ บุญศิลา (bunsilat@gmail.com) ได้พัฒนาไอคอนของเมาส์ให้กลายเป็นไม้บรรทัดสำหรับช่วยอ่านเอกสารออนไลน์จาก หน้าจอ สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ และหากมีคำติชม หรือคำแนะนำประการใดกรุณาส่งตรงได้ที่อีเมลของท่านครับ (ดาวน์โหลดได้ที่นี่)

3.2 อ่านผ่านทั้งเล่ม

3.3 อ่านไม่ออกเสียง
3.3.1 ฮัมเพลงไปในพื้นหลัง
3.3.2 นับหนึ่งถึงสิบ
3.3.3 เปิดเพลงที่เป็นจังหวะชัดเจน

3.4 ฝึกสายตาอ่านทีละมากกว่าหนึ่งคำ

3.5 อ่านทีละบรรทัด

3.6 อ่านทีละหน้า

บทที่ 4 - เทคนิคพัฒนาทักษะความเข้าใจและความจำ
บทที่ 5 - สรุป

เอกสารอ้างอิง
[1] โปรแกรมฝึกอ่านเร็ว Best Reader, URL - http://readerssoft.com/index.php
[2] The Bureau of Labor Statistics of the U.S. Department of Labor, 2008
[3] http://www.ababasoft.com/words/words_flash.html
[4] http://www.ababasoft.com/subvocalization/
[5] ประวัติของการอ่านเร็วที่ฮาร์วาร์ด http://www.study-habits.com/images/speed-reading-full.jpg
[6] IQ-Matrix Speed Reading, http://blog.iqmatrix.com/accelerated-learning/accelerated-speed-reading-study-skills-mind-map
[7] Luciano Passuello, ระลึกหนังสือทั้งเล่มได้ใน 5 นาที, http://litemind.com/how-to-recall-an-entire-book-in-5-minutes-or-less/
[8] Unforgettable Language, http://www.languageresourceonline.com/retail/vendor/unforgettable_lang.html

บทที่ 2 - ทฤษฏีพื้นฐานและงานที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 1 - กล่าวนำ

บทที่ 2 - ทฤษฏีพื้นฐานและงานที่เกี่ยวข้อง

การ อ่านเร็วมีผลต่อความเข้าใจในภาพรวม ภาพทางขวา (จาก http://readerssoft.com/index.php) เป็นคำอธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมเราถึงอ่านช้า ตามหลักการแล้วสายตาที่มองตัวอักษร หรือคำจะนำภาพเข้าทางระบบการมองเห็น (visual) จากนั้นทำการคิดว่ามันออกเสียงอย่างไร (voice acoustic) ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 150 คำต่อนาที จากนั้นสมองจะตีความหมาย (meaning) ซึ่งไม่จำกัดความเร็วคือเร็วมาก การที่จะอ่านได้เร็วขึ้นนั้น เราต้องฝึกการตัดกระบวนการออกเสียง ตัดแม้แต่การออกเสียงในใจก็ หากสามารถฝึกได้จะทำให้การอ่านนั้นเร็วขึ้นมาก ๆ


บทที่ 3 - เทคนิคพัฒนาการอ่านเร็ว
บทที่ 4 - เทคนิคพัฒนาทักษะความเข้าใจและความจำ
บทที่ 5 - สรุป


เอกสารอ้างอิง
[1] โปรแกรมฝึกอ่านเร็ว Best Reader, URL - http://readerssoft.com/index.php
[2] The Bureau of Labor Statistics of the U.S. Department of Labor, 2008
[3] http://www.ababasoft.com/words/words_flash.html
[4] http://www.ababasoft.com/subvocalization/
[5] ประวัติของการอ่านเร็วที่ฮาร์วาร์ด http://www.study-habits.com/images/speed-reading-full.jpg
[6] IQ-Matrix Speed Reading, http://blog.iqmatrix.com/accelerated-learning/accelerated-speed-reading-study-skills-mind-map
[7] Luciano Passuello, ระลึกหนังสือทั้งเล่มได้ใน 5 นาที, http://litemind.com/how-to-recall-an-entire-book-in-5-minutes-or-less/
[8] Unforgettable Language, http://www.languageresourceonline.com/retail/vendor/unforgettable_lang.html

Wednesday, February 11, 2009

อ่านเร็วกว่าที่คิด

บทที่ 1 - กล่าวนำ

บทความนี้พัฒนาขึ้นจากบทความก่อนหน้านี้ของผู้เขียน ซึ่งแจกจ่ายในงานพระราชทานเพลิงศพของมารดาของข้าพเจ้า ผู้อ่านที่ไม่ได้รับแจกหนังสือนั้นสามารถดาวน์โหลดบทที่เกี่ยวกับการอ่านเร็วได้ที่นี่ (
http://arm.crma.ac.th/public/SIHB-49-09-07.pdf) จากคำติชม และคำแนะนำจากผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน ซึ่งประกอบด้วยหลากหลายช่วงวัยของอายุ แสดงให้เห็นว่าการอ่านเร็วมีประโยชน์กับทุกท่านอย่างแท้จริง ข้อเสียของบทความดังกล่าวมีเนื้อหาทางทฤษฏีที่มากเกินไปและเข้าใจยาก ซึ่งเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่ต้องการยืนยันว่าการอ่านเร็วเป็นไปได้จากหลักการทางทฤษฏีที่ได้อธิบายไว้ เทคนิคการอ่านเร็วไม่ใช้ของใหม่ เป็นสิ่งที่ได้มีการพัฒนามานาน ผู้อ่านที่สนใจความรู้เพิ่มเติมสามารถดูได้จากเอกสารอ้างอิงในไฟล์ที่ให้ไว้

การอ่านเร็วไม่ใช่เรื่องยาก แต่การอ่านช้ากลายเป็นนิสัยที่ติดมาช้านานตั้งแต่เด็กเริ่มหัดอ่าน เป็นนิสัยที่ไม่ดีทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เด็กสองคนคนหนึ่งมีขีดความสามารถอ่านและเข้าใจได้รวดเร็ว ส่วนอีกคนอ่านได้ธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ทั้งสองคนได้รับมอบหมายการบ้านให้อ่านเรื่องราวในหนังสือที่กำหนดแล้วมาอธิบายให้คุณครูฟัง เด็กที่อ่านเร็วกว่าย่อมได้เปรียบ กว่าทั้งในด้านเวลาและความเข้าใจ เช่น หากเขาอ่านได้เร็วกว่าสองเท่า ก็จะมีเวลาทบทวนได้อีกครั้ง หากไม่ต้องทบทวนเขาก็สามารถใช้เวลาในการผ่อนคลาย พูดง่าย ๆ ก็คือมีเวลาเล่นมากกว่า สุขภาพจิตก็ดีกว่าไม่เป็นคนเครียด ตรงกันข้ามกับคนที่อ่านได้ไม่เร็ว ความเครียดก็จะเริ่มสะสมขึ้นทีละน้อยอย่างน่ากลัว จนเมื่อต้องเรียนหนังสือมากขึ้น มีเนื้อหาที่ต้องทำความเข้าใจมากขึ้น ก็จะทำให้ไม่สามารถรับแรงกดดันนั้นไหว และเป็นสาเหตุให้ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน หรือแม้แต่การทำงาน
การอ่านเร็วในผู้ใหญ่มีผลกระทบเข่นเดียวกันกับปัญหาที่เกิดขึ้นในเด็กและจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากมีเรื่องราวที่ต้องให้อ่านมากมายไปหมด อย่าลืมว่าผู้ใหญ่ก็ต้องการเวลาเล่นเช่นเดียวกับเด็ก ถ้าเราหยุดเล่นแล้วเราจะแก่เร็วกว่าที่คิดอีกนะ

"We don't stop playing because we grow old; we grow old because we stop playing." --George Bernard Shaw

ข้อมูลสถิติของสหรัฐ [2] แสดงให้เ็ห็นว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ยแล้วจะต้องใช้เวลาอ่านหนังสือหรือเอกสารประมาณปีละ 128 ชั่วโมง ดูเหมือนจะไม่มาก แต่สำหรับบางท่านแล้วแน่นอนเหลือเกินว่าคงใช้เวลากับการอ่านมากกว่านี้หลายเท่า โดยปกติแล้วการอ่านด้วยวิธีธรรมดาจะอ่านได้ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 150 คำต่อนาที การฝึกด้วยซอฟท์แวร์ Best Reader [1] อ้างว่าผู้ที่ผ่านการฝึกที่อ่านได้ช้าที่สุดแล้วยังสามารถอ่านได้ประมาณ 450 คำต่อนาที หรือประมาณสามเท่าของคนปกติ ซึ่งจะทำให้ลดเวลาในการอ่านได้สามเท่า และหากใช้ข้อมูลเฉลี่ยของการอ่านเขาจะใ้ช้เวลาในการอ่านเพียงเกือบ 43 ชั่วโมง เขามีเวลาที่จะไปทำอย่างอื่นได้อีกถึง 86 ชั่วโมงเลยทีเดียว

นอกจากมีเวลาในการทำงานอย่างอื่นเพิ่มขึ้นแล้ว ผู้ที่อ่านเร็วหรือผ่านการฝึกการอ่านเร็วมาแล้วจะรู้สึกว่ามีสมาธิที่ดีขึ้น มีความเข้าใจในเนื้่อหาได้มากกว่าการใช้วิธีการอ่านแบบดั้งเดิม ทำไมถึงสมาธิดีขึ้น? เหตุผลง่าย ๆ คือผู้อ่านตั้งรวบรวมจุดโฟกัสใ้ห้มาอยู่กับคำทีไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วและหากชักช้าก็จะทำให้อ่านไม่ทันและไม่รู้เรื่องเป็นการบังคับจิตในทางอ้อมไม่ให้หันไปสนใจกับสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้วทำไมอ่านเร็วมากจะเข้าใจได้ดีกว่าค่อย ๆ อ่านซึมซาบไปทีละนิด? ก่อนอื่นมาดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความจำของสมอง สมองมีทั้งความจำระยะสั้นและความจำระยะยาว (หรือถาวร) ขณะที่เราอ่านหนังสือคำต่าง ๆ จะถูกกวาดเข้ามาในความจำระยะสั้นซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ทำการตีความหมายแล้วพยายามเข้าใจหรือผูกเรื่องราวให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เคยฝังไว้ในความจำแบบถาวร การเห็นได้มากกว่าย่อมทำให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดได้ดีกว่า ลองนึกสภาพคนสองคนหนึ่งยืนอยู่ตรงสถานีรถไฟฟ้ากลางกรุงมองเห็นแต่เสา ตึก หากตอนนั้นเกิดน้ำท่วมเขาจะมองเห็นน้ำนองเต็มถนนแล้วก็นึกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ส่วนอีกคนยืนอยู่บนยอดหอคอยที่มองเห็นในภาพที่กว้างกว่าเขาจะเข้าใจดีกว่าว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ความจำชั่วคราวเปรียบเสมือนลูกโป่งที่สามารถยืดหดได้ คนที่อ่านช้าจะอ่านทีละคำอัดเข้าไปในลูกโป่งแล้วก็ปล่อยออกมาเพื่อตีความหมาย ส่วนคนที่อ่านได้เร็วในเวลาเท่า ๆ กันในลูกโป่งของเขาจะมีคำไหลเข้าไปมากกว่าดังนั้นการทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่อ่านอยู่จะทำได้ดีกว่า

สรุปข้อดีของการอ่านเร็ว
  • เด็กมีเวลาเล่นมากขึ้นไม่ต้องเครียด
  • ผู้ใหญ่ก็มีเวลาเล่นมากขึ้น
  • หากไม่เล่นมากขึ้น ก็สามารถใช้เวลาที่มีมากขึ้นทำงานเพิ่มขึ้นได้
  • พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น
  • มีความเข้าใจในการสื่อสารมากขึ้น
  • เสียเวลากับการอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง
  • คนทั้งประเทศมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • ปัญหาด้านการศึกษาลดน้อยลง
  • ธุรกิจหนังสือขายดีขึ้น
  • นักเขียนมีงานต้องทำมากขึ้น
  • ขับรถบนทางด่วนได้ดีขึ้น อ่านป้ายจราจรได้อย่างรวดเร็ว
บทที่ 2 - ทฤษฏีพื้นฐานและงานที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 - เทคนิคพัฒนาการอ่านเร็ว
บทที่ 4 - เทคนิคพัฒนาทักษะความเข้าใจและความจำ
บทที่ 5 - สรุป

เอกสารอ้างอิง
[1] โปรแกรมฝึกอ่านเร็ว Best Reader, URL - http://readerssoft.com/index.php
[2]
The Bureau of Labor Statistics of the U.S. Department of Labor, 2008
[3] http://www.ababasoft.com/words/words_flash.html
[4] http://www.ababasoft.com/subvocalization/
[5] ประวัติของการอ่านเร็วที่ฮาร์วาร์ด http://www.study-habits.com/images/speed-reading-full.jpg
[6] IQ-Matrix Speed Reading, http://blog.iqmatrix.com/accelerated-learning/accelerated-speed-reading-study-skills-mind-map
[7]
Luciano Passuello, ระลึกหนังสือทั้งเล่มได้ใน 5 นาที, http://litemind.com/how-to-recall-an-entire-book-in-5-minutes-or-less/
[8] Unforgettable Language, http://www.languageresourceonline.com/retail/vendor/unforgettable_lang.html