๑๐ เมษายน ๒๕๕๒
เสียงนาฬิกาปลุกเตือนตอนตีห้าครึ่ง รีบดีดตัวออกจากที่นอนและผ้าห่มทีแสนอ่อนนุ่ม เอาเศษสตังค์ใส่ซองให้ไว้เป็นทิปสำหรับแม่บ้านแ้ล้ววางไว้ที่หัวเตียง อาบน้าแต่งตัวเสร็จ ก็สำรวจดูของต่างๆ ครั้งสุดท้าย โทรศัพท์ไปที่ห้อง ดร.สุรัตน์ เพื่อแจ้งเตือนและนัดหมายกันลงไปทานอาหารเช้าตอนหกโมงครึ่ง กระเป๋าทุกใบพร้อม พาสปอร์ต และใบขอภาษีคืน เตรียมไว้ที่กระเป๋าเป้ด้านนอก เพื่อหยิบได้สะดวก เราเตรียมกระเป๋าสะพายใบเล็ก ๆ ไว้อีกใบเพราะว่าจะไม่แบกเป้ตอนที่จะเดินในมิวนิค เอากล้องใส่กระเป๋าเล็กนั้น รวมถึงพาสปอร์ตด้วย นราเทพโทรมาบอกว่าหาตั๋วเครื่องบินไม่เจอ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะตั๋วเป็น e-ticket สามารถไปแจ้งที่เคาท์เตอร์ได้ หกโมงครึ่งเราลงไปที่ห้องอาหาร อาหารยังไม่ค่อยเสร็จ มีแต่กาแฟ และขนมปัง เราเลยจัดการนมหนึ่งแก้ว และขนมปังทาแยม ตบท้ายด้วยกาแฟ แล้วก็ขึ้นไปเข้าห้องน้ำก่อนออกเดินทางไปยังเมืองมิวนิค
หวาดเสียวครั้งที่หนึ่ง - หกโมงห้าสิบเราขนกระเป๋าลงมาที่ล็อบบี้ ที่นี่ไม่มีพนักงานคอยช่วยเหลือเรื่องกระเป๋า ถ้ามีของเยอะ ๆ ก็มีรถแบบที่เบลบอยใช้ เราแจ้งรีเซ็พชั่นว่าจะเช็คเอาท์แล้ว และแอบบอกในใจว่าอยากกลับเมืองไทยจะแย่อยู่แล้ว พนักงานสาววัยรุ่นชรา กดคอมพิวเตอร์แล้วก็บอกด้วยเสียงที่น่าตกใจว่าค่าห้องทั้งหมดที่อยู่กันตั้งแต่มาเนี่ยรวมเป็นเงินคนละ 688 ยูโร โอ้โหตั้งสามหมื่นกว่าบาท เราช็อคไปสักพัก แล้วก็ถามกลับไปว่าอ้าว... ไม่ใช้ ม.เคมนิทซ์จะจ่ายให้เราหรือไร เพราะเมื่อสองวันก่อนเลขาเขาให้เราเซ็นต์ใบอะไรซักอย่างเพื่อนำไปเบิกเป็นค่าใช้จ่ายขณะที่เราได้มาที่นี่ เขาค้นหาในกล่องเอกสารใหญ่เลย แล้วก็บอกว่าไม่มี คนขับรถของอธิการมาถึงแล้วแต่เรายังต้องแก้ปัญหาเรื่องค่าห้องอยู่ จริง ๆ แล้วถ้าพวกเราก็สามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิตเองได้ แต่มาคิดดูอีกทีแล้ว ถ้าเคมนิทซ์จะให้เราจ่ายเองเขาต้องแจ้งเราก่อน และควรให้เราเลือกโรงแรม เราก็เลยงัดโทรศัพท์ออกมาโทรหาเมียร์โค่ตอนเจ็ดโมงเช้า ไม่มีเสียงใครรับสาย วันนี้วันแรกของอีสเตอร์ และเมียร์โค่ก็บอกว่าจะเดินทางไปพราค ที่สาูธารณรัฐเช็ค เอายังไงดี ดร.สุรัตน์บอกให้โทรหา ดร.ฮาร์ดท เราค้นหานามบัตรแล้วกดโทรศัพท์หา ดร.ฮาร์ดท ไม่มีใครรับสายอีก ทำไงดี นราเทพบอกให้ลองโทรหาเลขาของอธิการ แต่เราไม่มีเบอร์ เลยไปถามคนขับรถของอธิการว่ามีเบอร์ของเธอหรือเปล่า มิสซิสชู๊ทส์ รับสายแล้ว ค่อยยังชั่วหน่อยแต่ก็ยังไม่เคลี่ยร์ ให้นราเทพส่งภาษาเยอรมัน อธิบายปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น สักพักเขาก็ยื่นโทรศัพทให้กับพนักงานของโรงแรม และก็อธิบายว่าได้ส่งเอกสารมาแล้ว แต่พนักงานเจ้าเวรเจ้ากรรมนางนี้ดันหาไม่เจอ เล่่นทำเอาพวกเราเสียวกันตาม ๆ กันว่าแล้วตูจะไปเบิกเงินค่าที่พักนี้กับใครดี พอทุกอย่างเคลี่ยเราก็โบกมืออำลาโรงแรมเคมนิทซ์ฮอฟ
Life in the fast lane - เสียวที่สอง - เขาเข็นกระเป๋าออกมาหน้าโรงแรมเพื่อยัดใส่ท้ายรถ ไม่น่าเชื่อว่ากระเป๋าเดินทางขนาดกลางทั้งสามใบรวมถึงกระเป๋าออนบอร์ดสามารถเข้าไปซุกซ่อนอยู่ในท้ายรถเก๋ง น่าจะเป็นออดี้ เอหก ได้อย่างไม่ลำบากมากนักแต่ก็เห็นแฟรงค์ต้องอัด ๆ เข้าไปเหมือนกัน เสร็จแล้วก็พร้อมออกเดินทางไปมิวนิคกัน เราจัดการให้นราเทพนั่งหน้าคู่กับคนขับ ส่วนเรากับ ดร.สุรัตน์ นั่งเบาะหลังขอเป็นเจ้านายซักวันเถอะ.. รถที่นขับชิดขวา กลับกันกับที่บ้านเรา ที่นั่งคนขับจะอยู่ทางด้านซ้ายและใช้มือขวาเข้าเกียร์ แป็บให้ข่าวที่ไม่ค่อยอยากฟังว่า แฟรงค์นี่เป็นตีผีเลยหละ เข้าโค้งสองร้อยกว่ายังเฉย ๆ เราก็นึกได้ว่าตอนที่เมียร์โค่ไปรับเรามาจากมิวนิค ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงหน่อย ๆ แต่ มร.อัลเลส บอกกว่าให้คนขับเขาขับไปก็ประมาณสองชั่วโมงครึ่งเอง แฟรงค์ออกรถไปตามถนนในเมืองเพื่อมุ่งสู่ไฮเวย์ที่เชื่อมไปมิวนิค มีจีพีเอสอยู่ในรถบอกเส้นทางและแสดงแผนที่ให้ดู พอขึ้นไฮเวย์ได้ เราก็ได้เริ่มเสียวที่สองกันเลย แฟรงค์กระแทกคันเร่งรถออดี้สีดำคันนี้พุ่งออกตัวไปด้วยความแรงแต่ก็ยังนิ่มนวลไต่ความความเร็วไปเรื่อย ๆ จนเกินสองร้อย สองร้อยยี่สิบ และไปแตะสองร้อยสี่สิบ โอ้โฮ... นี่ถ้าติดปีกให้รถหน่อยก็สามารถบินขึ้นได้เลยนะเนี่ย รถยังคงทรงตัวได้อย่างยอดเยี่ยม อากาศดีมากไม่มีฝนตก ไม่งั้นเราต้องเสียวกันมากกว่านี้เป็นแน่ ถนนไฮเวย์ที่เชื่อมระหว่างเมืองที่นี่เรียกว่า "ออโต้บาน" ไม่มีการจำกัดความเร็ว เป็นข้างละสามเลนบ้างสองเลนบ้าง ใครมีเท่าไรงัดกันมาใส่ได้เลย วันนี้รถเราเป็นพระเอก แซงทุกคันบนออโต้บาน รวมถึงรถปอร์เช่ ที่ชับอย่างเรื่อย ๆ ประมาณร้อยเก้าสิบไม่ถึงสองร้อย มีตอนหนึ่งที่ได้ลุ้นคือขณะที่รถเรามาด้วยความเร็วสูงมีคุณป้าคนหนึ่งจะแซงรถอีกคันในเลนกลาง แล้วเปลี่ยนเลนมาอยู่ในเลนความเร็วสูงของเราอย่างค่อนข้างกระทันหัน แฟรงค์กระทืบเบรคตัวโก่ง เรายังนึกว่าจะต้องอัดก้นเจ้ารถคันจิ๋วนั่นเข้าแล้ว แต่ระบบเบรคของออดี้ก็ทำงานได้อย่างดี รถไม่มีการปัดหรือเซเลยต้องยกนิ้วให้กับรถเยอรมันนี้จริง ๆ สองข้างทางเป็นเนินเขาสลับกันไปมาไม่สูงมาก ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าน่าจะสำหรับการปศุสัตว์ พอเข้าใกล้มิวนิคจะมีทุ่งที่ปลูกฮอฟ ที่ใช้ในการทำเบียร์ เป็นเถาไม้เลื้อย เขาต้องทำเสาและราวให้เลื้อย ถ้ามองไปข้างทางจะเห็นเสานี้เต็มไปหมด เป็นเสาไม้เอียง ๆ โยงยึดไว้ด้วยลวดสลิงค์ เต็มพื้นที่ไปหมด ไม้เลื้อยนี้เป็นส่วนผสมหนึ่งในสามของการทำเบียร์ โดยอีกสองส่วนคือ น้ำ กับ ยีสต์ อันนี้เป็นกฏหมายของเยอรมันเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า "เบียร์" นั้นต้องทำมาจากสามอย่างนี้เท่านั้น ในที่สุดเราก็มาถึงสถานีรถไฟมิวนิค จริง ๆ แล้วเครื่องบินเราออกตอนสามทุ่มกว่า แต่แฟรงค์ต้องรีบกลับไปร่วมงานเทศการอิสเตอร์กับครอบครัว เราก็เลยต้องออกจากเคมนิทซ์ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เกือบสิบโมงเราก็ลงรถที่หน้าสถานีรถไฟ เราเอาพวกกุญแจของโรงเรียนให้แฟรงค์ และกล่าวขอบคุณโบกมืออำลาว่า "ชูส" หรือบ้ายบายนั่นเอง เราสามคนลากกระเป๋าเดินหาล็อกเกอร์ เพื่อเอากระเป๋าฝากไว้ ในที่สุดเราก็เจอแล้วจัดการเอากระเป๋าใส่เข้าไป ต้องเสียตังค์ห้ายูโร เป็นค่าฝากเราถือกุญแจไว้เอง แล้วก็ไปหาห้องน้ำเข้ากัน ต้องจ่ายเงินอีกแล้วคนละหนึ่งยูโร ที่ทั้งที่อาบน้ำ หรือจะปล่อยหนักเบาได้หมด ห้องน้ำนี้สะอาดมาก ตรงกลางมีเคาท์เตอร์บริการมีสบู่แชมพูขายให้สำหรับนักเดินทาง
เดินทัวร์เมืองมิวนิค - ออกจากห้องน้ำเสียตังค์แล้ว นราเทพบอกว่าจะพาเดินทัวร์เมืองระหว่างที่ต้องรอขึ้นเครื่องบิน นราเทพเคยเรียอยู่ที่นี่สองสามปี และรู้จักทางหนีทีไล่ที่นี่เป็นอย่างดี เราเดินออกจากสถานีรถไฟไปยังย่านกลางเมืองที่มีตึกสวยงามหลายรูปแบบ สถาปัตยกรรมแบบยุโรป อากาศวันนี้ดีมากมีแสงแดดส่องให้อบอุ่นจนบางครั้งก็ถึงกับร้อนเอาทีเดียว เราเดินดูตึกรามไปสักพักก็ไปติดกลุ่มคนชาวคริสต์ที่กำลังสวดมนต์ทำพิธีส่งพระเจ้าขึ้นสวรรค์ คนนับพันเดินตามไม้กางเขนไปเรื่อยเราพยายามจะแซง แต่ในที่สุดก็ต้องร่วมขบวนไปกับเขาด้วย ในที่สุดเราก็มาหยุดที่จตุรัสกลางเมืองซึ่งมีอาคารที่มีนาฬิกาบอกเวลาสิบเอ็ดนาฬิการ นราเทพบอกว่าพอได้เวลาตุ๊กตาที่อยู่ด้านบนก็จะหมุน ผู้คนมายืนรอดูกันเต็ม รวมถึงกรุ๊ปทัวร์ต่าง ๆ รออยู่สักพักก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยเดินกันต่อ ผ่านโรงละครและโรงแรม ที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงเสด็จเมื่อครั้งเยือนเยอรมันปีที่แล้ว เรามองหาร้านนั่งเล่นและในทีสุดก็เจอร้านบรรยากาศดีอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อ อิงลิสการ์เดน ร้านแบบโอเพ่นแอร์ขายดีมากสำหรับหน้าสปริงนี้ เพราะอากาศจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ตรงโถงทางเดินก่อนเข้ามาที่สวนมีคนนั่งสีเชลโล่ (คล้ายไวโอลินแต่ตัวใหญ่กว่า) ยิ่งทำให้บรรยากาศสำหรับที่นี่ดีมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไร แต่ท่วงทำนองบอกถึงความงดงามของดนตรีที่ผสมกับธรรมชาติและบรรยากาศรอบ ๆ ได้เป็นอย่างดี เขามีซีดีเพลงที่เขาเล่น สงสัยคงขายด้วยแน่ ๆ เราออกจากอิงลิชการ์เดน ไปหาอาหารกลางวันกิน ในที่สุดที่ประชุมก็ตกลงใจไปกินจังค์ฟู๊ด "เบอร์เกอร์คิงค์" กันที่สถานีรถไฟ ห้องน้ำมีคนผิวดำเฝ้าอยู่เลยต้องจ่ายทิปเข้าไปอีก
ทะเลสาบแสนสวยเมือง Starnberg -
ทานกันเสร็จนราเทพบอกมีเวลาอีกประมาณสามชั่วโมง เราสามารถขึ้นรถไฟจากตรงนี้ไปยังทะเลสาบแห่งหนึ่ง ตั๋วรถไฟเราซื่อเป็นแบบเหมา หรือ day pass ซึ่งขึ้นไปไหนก็ได้ในหนึ่งวัน นราเทพพาเรามาขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปยังทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่เมืองชตานเบียร์ก (Starnberg ไม่รู้ออกเสียงถูกหรือเปล่า) ขึ้นสายที่จะไปเมือง Tutzing สถานีรถไฟอยู่ตรงริมทะเลสาบพอดีเลย นักท่องเทียวมากมายมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ ทั้งชาวเยอรมันและต่างชาติ นราเทพบอกว่ามีพวกอิตาเลี่ยนชอบมาเที่ยวที่นี่เยอะ เราลงรถไฟแล้วเดินเลาะไปตามริมทะเลสาบ มีร้านอาหารริมน้ำ และมีจุดให้เช่าเรือเครื่องเล็ก ๆ นั่งได้ประมาณไม่เกินสิบคน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และมีคนเข้าแถวยาวเหยี่ยดเพื่อรอขึ้นเรือใหญ่ซึ่งน่าจะวิ่งไปไกลกลางทะเลสาบ จากริมทะเลสาบเรามองเห็นลิบ ๆ คือเทือกเขาแอลป์ ยังมีหิมะปกคลุมอยู่บนยอดเขา ทำให้บรรยากาศที่ริมทะเลสาบนี้สวยงามไปอีกแบบนึง ร้านริมน้ำโต๊ะเต็มไปหมด เราเดินไปเดินมาสักพักและในที่สุดก็มีที่ว่างนั่ง มีร่มกันแดดขนาดใหญ่ให้ด้วย เราสั่งน้ำดื่มของเยอรมัน (เบียร์) คนละแก้ว นราเทพสั่งแบบ non-alchoholic นั่งชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามของเขา จริงแล้วธรรมชาติบ้านเราก็สวยงามไม่แพ้กัน แต่การเข้าถึงนั้นมันไม่สะดวกสบายแบบที่นี่ การจัดการต่าง ๆ ก็คนละเรื่องเลย ถ้าเปรียบเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็คือของเรามีอินเทอร์เฟสที่ไม่ดี ทั้งที่ทรัพยากรที่สวยงามมีอยู่มากมาย เราถ่ายรูปแล้วเดินกลับมาขึ้นรถไฟกลับมาที่มิวนิค เพื่อขนกระเป๋าไปรอที่สนามบิน รถไฟที่นี่สามารถเอาจักรยานขึ้นมาด้วย แต่ต้องเสียค่าเอาขึ้นด้วยนะ เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจตั๋ว โดยเฉพาะตั๋วจักรยาน ตอนขามาโจบอกว่ามีคนโดนปรับไปแล้วด้วย ในที่สุดเราก็มาถึงมิวนิค ไปเดินหาล็อกเกอร์ตามหมายเลขที่อยู่ในกุญแจ เอากระเป๋าออกมาแล้วก็เข็นไปรอรถไฟที่จะไปสนามบิน ซึ่งห่างออกไปประมาณสี่สิบห้านาที ตอนแรกอยากจะเข้าห้องน้ำต้องเสียตังค์อีกแล้วก็เลยเก็บเอาไว้ไปปล่อยที่สนามบินเลยดีกว่า สนามบินที่นี่ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองคล้าย ๆ สุวรรณภูมิบ้านเราที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปพอสมควร
Leaving on a jet plane เสียวที่สาม - เรามาถึงสนามบินตอนบ่ายสี่โมงกว่าเกือบห้าโมง หรือเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าเครื่องจะออก เราเดินไปหาเคาท์เตอร์การบินไทย แต่ยังไม่เปิด ก็เลยเดินหาห้องน้ำเสร็จแล้วหาเก้าอี้นั่งพัก ถอดรองเท้าผึ่งออกเพราะใส่มาตั้งแต่หกโมงเช้า เรารองเท้าแล้วถอดถุงเท้าออกเอาเก็บไว้ในกระเป๋า ตากเท้าให้แห้งสักพักแล้วก็เอาถุงเท้าคู่ใหม่ที่เตรียมไว้มาใส่ก่อนขึ้นเครื่อง แล้วนั่งพักผ่อนกันสักพัก นั่งจนเบื่อเราไปเดินหาที่นั่งใกล้ ๆ ที่เช็คอินแต่ก็ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง เลยเข้าไปนั่งในร้านอาหารใกล้ ๆ แล้วสั่งเครื่องดื่ม (you know what) เพื่อรอเวลา เรางัดโน้ตบุ๊กออกมาเพื่อต่อกับอินเทอร์เน็ต เรายังมีแอ็คเคาท์เหลือของ t-mobile hotspot ที่ใช้ไปได้จนถึงสิ้นเดือน นั่งจนเขามาไล่ แล้วก็มีผู้โดยสารเริ่มก่อตัวที่หน้าเคาท์เตอร์ เราก็เลยออกไปรอกันบ้าง กว่าจะได้เช็คอินก็เกือนครึ่งชั่วโมง เราเอากระเป๋าเช็คอินเสร็จแล้วก็ไปหาทางเอาภาษีคืน ผ่านตรวจคนเข้า/ออกเมืองแล้ว ก็ได้ภาษีคืน เดินวนเวียนไปมาอยู่สักพักก็ไปนั่งรอที่ประตูทางออก โชคดียังมีอินเทอร์เน็ตก็เลยเช็คเมลต่อ และอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เมืองไทยติดตามสถานการณ์ม็อบเสื้อแดง ถึงแม้รู้ว่าต้องอยู่บนเครื่องบินอีกสิบสองชั่วโมง เสียงที่อยากได้ยินที่สุดก็คือเสียงประกาศให้ขึ้นเครื่อง เราได้นั่งติดกันแถว 46 ติดหน้าต่างด้านซ้าย ตอนเครื่อง take off มีการเสียวอีกแล้ว เครื่องสั่นเป็นเจ้าเข้าในช่วงที่ล้อจะพ้นพื้น สั่นมาก ๆ จนทุกคนหน้าเสียกันหมด นึกว่าตูจะไม่รอดแน่งานนี้ต้องมาตายตอบจบเรื่องเตรียมตัวรัดเข็มขัดอย่างแน่ และเตรียมพร้อมเพื่อจะให้รอดตายถึงแม้จะมีโอกาสน้อย แต่ในที่เครื่องก็นิ่งและเริ่มไต่ระดับ จากนั้นก็ กิน-นอน-กิน แล้วในที่สุดก็ถึงสุวรรณภูมิดินแดนแห่งทอง เป็นเวลาเที่ยงสี่สิบห้า ของวันที่ ๑๑ เม.ย. ๕๒ (เมืองไทยเร็วกว่าเยอรมันหกชั่วโมง) ดีใจมาก ๆ ๆ รีบโทรกลับบ้านแล้วบอกว่าเครื่องคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากบินตามลม เอมี่บอกว่ายังไม่ออกจากบ้านเลย ก็คงพอดีกันเพราะกว่าเราจะเดินไปที่รับกระเป๋า รอกระเป๋าออก ต้องเดินเกือบกิโลเห็นจะได้ ได้กระเป๋าแล้วก็รีบออกมารอรถ มาถึงบ้านรีบไปกอดลูกสาวคนสวย และรีบไปแกะกระเป๋าเพื่อเอาขนมกับของเล่นมาฝาก คิดถึงความทรมานที่ได้ผ่านมาแล้วต้องขอพักซักสิบวันถึงจะหายเหนื่อยกับการผจญภัยในทริปนี้ สรุปแล้วไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการอยู่เมืองไทยแล้วหละ (ถ้ามีตังค์) ทั้งอาหารการกินและอื่น ๆ รวมถึงธรรมชาติของเราเองด้วย เที่ยวเมืองไทยดีกว่านะถ้าไม่จำเป็น
No comments:
Post a Comment