วันอาทิตย์ ๕ เมษายน ๒๕๕๒
ตื่นด้วยนาฬิกาปลุกตอนหกโมงเช้า นัดกันรับประทานอาหารเวลาเจ็ดโมงครื่ง วันนี้เป็นวันอาทิตย์พวกเราเกรงใจเมียร์โค่ เมื่อวานถามเขาว่าเขาต้องไปทำอะไรหรือเปล่าถ้ามีธุระก็ปล่อยให้เราพักผ่อนอยู่ที่โรงแรมก็ได้ แต่เมียร์โค่บอกว่าไม่เป็นไร และเขานัดแมนดี้ เลขาของ ดร.ฮาดท์ กับนักศึกษาปริญญาโทอีกสองคน ไว้แล้วด้วยว่าจะพาไปขึ้นเขาด้วยกัน ก็เลยต้องทำตารางที่เขากำหนดไว้ให้ เสียงนกร้องข้างนอกหน้าต่าง ๆ ที่เปิดแง้มไว้ให้มีอากาศเข้ามา แต่ก็ต้องเปิดฮีทเตอร์ด้วยเพราะไม่ยังงั้นจะหนาวเกินไป โรงแรมแคมนิทซ์โฮฟนี้อยู่ข้าง ๆ โบสถ์ใหญ่สวยงามของเมืองเคมนิทซ์ มีเสียงระฆังตีอยู่เป็นระยะ บางครั้งก็ดีช่วยเตือนเวลา แต่บางครั้งก็อาจจะรำคาญ
ทานอาหารเช้าเสร็จก็ไปขอใช้โทรศัพท์อินเทอร์เน็ตของ ดร.สุรัตน์ เสียแค่นาทีละ ๗๐ สตางค์แต่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน์ตได้ โทรไปหาเอมี่และคุยกับแอม ได้สักพักหนึ่ง แล้วก็กลับมาที่ห้องเตรียมตัวเดินทางขึ้นเขาต่อ เสื้อหนาว ถุงมือ หมวกันหนาว น้ำขวด กล้องถ่ายรูป พร้อม!!!
เก้าโมงเช้าเราออกเดินจากโรงแรมไปที่สถานีรถไฟของเคมนิทซ์ ใช้เวลาประมาณห้านาทีก็ถึงชานชลา เรามองหาเมียร์โค่แต่ไม่เห็น ยืนรอสักพักก็เห็นแกเดินเข้ามาพร้อมแบกเป้ตุง ๆ เมียร์โค่ไปซื้อตั๋วรถไฟให้อีกคน เขาแนะนำตัวว่าชื่อ เคลมา อะไรประมาณนั้น เป็นเด็กหนุ่มในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เหมือนกัน จากนั้นเมียร์โค่พาไปขึ้นรถไฟสีแดง ซึ่งเป็นรถเครื่องดีเซลวิ่งไปทางเมือง Vejprty ออกเสียงยาก ๆ นราเทพบอกว่าเป็นภาษาคล้าภาษาเช็ก รถจะออกเวลา ๙ โมง ๓๖ นาที เราขึ้นไปรอบนรถไฟ เลือกที่นั่งที่นั้งใกล้ ๆ กันทั้งหกคน แมนดี้นั่งรออยู่บนรถไฟแล้ว รถออกตรงเวลาเป๊ง วิ่งไปหยุดตามสถานีรายทางต่าง ๆ สองข้างทางมีทิวทัศน์ที่สวยงาม รถเริ่มวิ่งขึ้นเขาสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เลาะลำธารหรืออาจเป็นแม่นำ้ขนาดไม่ใหญ่มากไปตลอดทาง
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดเราก็ลงรถที่สถานีคราซาล (Cranzahl) เพื่อต่อรถไฟหัวจักรไอน้ำบนรางเล็กแคบกว่ารางรถปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ มีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมารอขึ้นรถประวัติศาศตร์อันนี้เหมือนกันแต่ไม่เยอะ สถานีครานซาลเป็นสถานีรถไฟเล็ก ๆ เป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟหัวจักรไอน้ำและไปต่ออีกเมืองที่อยู่บนยอดเขาสูงพันห้าร้อยเมตรที่ยังมีหิมะปกคลุมอยู่ เป็นสกีรีสอร์ต โชคไม่ดีวันนี้ไม่มีแสงแดดเหมือนวันอื่น ๆ มีหมอกบาง ๆ ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ไม่ชัดเจนเท่าไร เสียงรถจักรไอน้ำดังฟืด ๆ และบางครั้งก็เปิดหวูด ปู๊น ๆ เหมือนในหนังที่เราเคยเห็น เส้นทางสายนี้เป็นระบบรถไฟสมัยก่อนที่เขาอนุรักษ์ไว้ และซ่อมบำรุงหัวรถจักรวมถึงตู้โดยสารให้ยังคงใช้งานได้ เมียร์โค่แนะนำให้นั่งที่โบกี้อาหารที่มีโต๊ะและเก้าอี้นั่ง เหมือนกับนั่งไปในร้านอาหารเคลื่อนที่ได้ ตู้โดยสารขนาดไม่กว้างมากนักเมื่อเทียบกับรถไฟสมัยใหม่ ข้างในยังคงสร้างด้วยไม้สนลายไม้สวยงามแบคลาสสิก ที่โต๊ะแต่ละตัวมีโคมไฟเล็ก ๆ และเปิดไฟไว้ทำให้ดูโรแมนติคมากบวกกับอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ ตู้นี้ติดกับหัวรถจักรไอน้ำ มีประตูสามารถเดินออกไปด้านหัวและท้ายซึ่งมีที่ยืนพอยืนได้สี่ห้าคน
ด้านท้ายของตู้มีเคาท์เตอร์ขายเครื่องดื่มและอาหารทานเล่น มีพนักงานเสิร์ฟเป็นสาวเยอรมันอายุประมาณคุณป้าเห็นจะได้ ในตู้ที่เรานั่งนี้มีอีกสองโต๊ะอื่นที่ไม่ใช้พวกเรา ที่เหลือโต๊ะก็ว่างหมด เราต้องเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เมียร์โค่สั่งเครื่องดื่มและแนะนำให้ทานอาหารว่าง เป็นขนมปังตัดเป็นสามเหลี่ยมและทาด้วยไขมันห่านสีขาวขุ่น เขาบอกว่าเป็นอาหารพื้นเมือง เราลองทานดูแล้วก็เลี่ยน ๆ แต่ก็จัดการจนหมด เมียร์โค่สั่งไวน์อุ่น ส่วนคนอื่น ๆ ยกเว้นนราเทพก็ทดลองเบียร์ของเมืองแถบนี้ มาเยอรมันนี่สิ่งที่น่าสนุกคือการได้ทดลองดื่มเบียร์แบบต่าง ๆ หลายรสชาด วันนี้เป็นเบียร์ Kostriker มีสีออกดำ ๆ แต่เมียร์โค่บอกว่าไม่ใช้เบียร์ดำ สองข้างทางเริ่มมองเห็นหิมะที่ปกคลุมเต็มไปหมด พวกเราผลัดกันเดินออกไปถ่ายรูปเวลาที่รถผ่านวิวที่สวย ๆ เหรือเวลาที่รถวิ่งทางโค้งเพราะจะมองเห็นหัวรถจักรได้ชัดเจน แต่อยู่ข้างนอกนาน ๆ ไม่ได้เพราะมันหนาวมาก เบียร์ของทุกคนหมดแล้ว รถยังวิ่งไม่ถึงที่หมายเมียร์โค่ถามว่ามีใครจะเอาเบียร์อีกไหม ทุกคนมองหน้ากันแล้วก็พยักหน้า แต่เรากับ ดร.สุรัตน์ ขอลองชิมไวน์อุ่นแทน คนเสิร์ฟเดินกลับไปสักพักแล้วกลับมาพร้อมเครื่องดื่มที่ทุกคนสั่ง เมียร์โค่บอกว่าวิธีการทำไวน์อุ่นนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญ ไม่งั้นแล้วหากร้อนเกินไป อัลกอฮอลในไวน์ก็จะออกไปหมดทำให้เสียรสชาดและกลายเป็นน้ำองุ่นธรรมดา ต้องอุ่นให้ไม่เกิน ๘๐ องศาและคอยสังเกตุเวลามันเริ่มจะมีฟองให้ยกออกจากเตาทันที ระหว่างทางรถไฟต้องหลบกันที่สถานีหนึ่ง คือมีรถสองขบวนวิ่งสวนกันโดยใช้รางร่วมกัน และต้องมาหลบกันที่นี่ ตามข้างทางเมื่อผ่านคนที่เดินอยู่ขางทางรถไฟ ทุกคนจะโบกมือให้กันเหมือนกับที่เราทำตอนเด็ก ๆ เมื่อเห็นรถไฟก็จะโบกมือกันใหญ่ ในที่สุดเราก็มาถึงสถานีปลายทางเรียกชื่อไม่ถูกเขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า Oberwiesenthal im Erzgebirge เอามาจากตั๋วรถไฟ เราเตรียมใส่เสื้อแจ็คเก็ตและถุงมือกันหนาวและสะบัดเป้ขึ้นบ่าพร้อมที่จะเดินต่อ จากสถานีเราต้องเดินไปอีกหน่อยไปยังตีนเขา เมียร์โค่แนะนำให้นั่งพักดื่มน้ำ (เบียร์อีกและ) ก่อนที่จะขึ้นลิฟต์ซึ่งเป็นกระเช้าพานักสกีขึ้นไปบนยอดเขา อ้อลืมบอกไปว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการเดินทางมานี่ ทางอาจารย์ฮาดท์ สั่งไว้ว่าให้ออกให้พวกเรา รวมถึงนักเรียนที่มาร่วมกับเราด้วย เราทานเบียร์กันอีกคนละขวด ยกเว้นนราเทพ ส่วนแมนดี้ซัดกรัปป้า เป็นเหลา้สมุนไพรขวดเท่านิ้วโป้ง ดีกรีอย่างแรง เข้าห้องน้ำเสร็จก็เดินลุยหิมะไปขึ้นกระเช้าเพื่อไปบนยอดเขา ถึงแม้หมอกจะลงและมองไม่เห็นวี่แววว่าพระอาทิตย์จะโผล่มาเมื่อไร วิวทิวทัศน์ที่มองเห็นในขณะที่กระเช้าไต่ความสูงขึ้นไปนั้นงดงามเกินคำบรรยาย ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเราก็เตรียมตัวกระโดดลง (จริง ๆ แล้วไม่ถึงกับกระโดด แต่ต้องยกก้นให้พ้นเก้าอี้ของกระเช้าแล้วเดินไปข้างหน้า กระเช้าจะเลี้ยวซ้ายกลับลงด้านล่างต่อไปเรื่อย ๆ) ข้างบนยอดเขานี้มโรงแรมเล็ก ๆ และที่ใต้โรงแรมมีร้านอาหารบรรยากาศคลาสสิกมาก ๆ เมียร์โค่บอกว่าเราจะทานอาหารเที่ยงกันที่นี่ เราหันนาฬิกาข้อมือมาดูก็เกือบบ่ายสองแล้ว เมียร์โค่แนะนำอาหารเป็นสตูเนื้อ สไตล์สาธารณรัฐเช็ก เราทำตามคำแนะนำและน้ำดื่มก็ต้องกินเบียร์กันอีก น้ำหาดื่มยากกว่าเบียร์เสียอีก เรานั่งทานอาหารและคุยกันไปเพื่อรอเวลาขึนรถไฟหัวจักไอน้ำกลับ ออกมาถ่ายรูปด้านนอก มีกลุ่มรถซูปเปอร์ไบค์ ใส่ชุดแข่งมอเตอร์ไซด์ขึ้นมาหลายกลุ่ม แมนดี้เข้าไปขอถ่ายรูปกับหนุ่มร่างใหญ่ขี่มอเตอร์ไซด์คันเบ่อเริ่ม จากนั้นเราก็นั่งกระเช้ากลับลงมา อากาศยังไม่ค่อยดีแต่ก็พอมองเห็นคนเล่นสกีลงมาตามสโลปของภูเขา มีทั้งเด็กที่เล่นสโนวบอร์ด และสกีแบบที่เราเห็นทั่วไป เราเดินกลับมาที่สถานีรถไฟซึ่งหันหัวกลับแล้วเตรียมที่ีจะออก ตู้ท้ายสุดเป็นแบบเปิดมีแต่เก้าอี้นั่งให้สัมผัสบรรยากาศเต็มที่ เมียร์โค่แนะนำให้เรานั่งตู้นี้ และถ้ารู้สึกหนาวเกินไปก็สามารถเปลี่ยนไปตู้ธรรมดาได้เวลาที่รถจอดสถานีหน้า พวกเราขึ้นไปยืนรอสักพักเสียงหวูดรถไฟก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณที่พร้อมจะออก อากาศค่อนข้างเย็นแต่ทุกคนก็เตรียมตัวกันมาดี พร้อมที่จะให้ความหนาวเย็นมาสัมผัสหน้าให้ชาเล่น มีกลิ่นถ่านหินจากหัวจักร กลิ่นคล้าย ๆ กับดินปืนในช่วงที่รถไฟวิ่งทางตรง พอถึงสถานีแรกเมียร์โค่ถามว่าเราจะเปลี่ยนไปนั่งในตู้หรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มีใครยอมแพ้เรายืนคุยกันฝ่าความหนาวเหน็บไปตลอดทาง ที่สถานีหนึ่งมีครอบครัวพ่อ แม่ และลูกสาวสองคนขึ้นมาแจมกับคณะเราไปจนถึงสถานีครานซาล ที่เราจะต่อรถดีเซลกลับมาเคมนิทซ์ เมียร์โค่วางแผนไว้อย่างดีว่า บนรถไฟนี้ถึงแม้จะไม่มีเบียร์กินแต่เขาเตรียมใส่เป้มาเรียบร้อย พอขึ้นรถไฟได้ก็งัดออกมแจกกันคนละขวด ตอนนี้เริ่มมึน ๆ หน่อยแล้วตอนที่โต้ลมหนาวยังไม่รู้สึกว่าแอลกอฮอลจะมีผลเท่าไร รถไฟต้องวิ่งผ่านเมืองโชพอล เป็นเมืองเล็ก ๆ มองจากรถไฟแล้วสวยงามมาก เมียร์โค่บอกว่าเขาจะลงที่บ้านตรงนี้และให้พวกเรากลับกันมาเอง เราโบกมืออำลาก่อนที่รถไฟจะวิ่งต่อไปยังสถานีเคมนิทซ์ เราแยกกับเคลมา และแมนดี้ที่สถานี แล้วแวะซื้ออาหารร้าน Subway ดร.สุรัตน์ซื้อแซนวิดช์อันยักษ์แต่เราไม่ค่อยหิวเลยซื้อแบบโรลแล้วตัดแบ่งครึ่งกับนราเทพ กลับมาทานที่ห้องก่อนที่จะอาบน้ำแล้วนอนดูทีวีจนหลับไป พรุ่งนี้ตามตารางก็สบาย ๆ เพราะเราขอใช้คอมพิวเตอร์เพื่อค้นข้อมูลในห้องสมุดดิจิตอลของเคมนิทซ์ นอนหลับคาทีวีจนปวดคอ หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะรู้สึกหนาว ๆ ดันเปิดหน้าต่างแง้มไว้และลืมเปิดฮีทเตอร์แต่ก็ขี้เกียจลุกขึ้นมา
No comments:
Post a Comment