Day One
กว่าจะหลับอีกทีก็เกือบหกโมงเช้า แล้วต้องลงไปรับประทานอาหารเช้านัดกันไว้แปดโมง เพราะ Katarin เลขาของ มร. Alles จะมารับตอนสิบโมงเช้าเพื่อไปพบ Prof. Hardt ซึ่งเป็น Dean ของ Informatics หรือสาขาคอมพิวเตอร์ของเขา จากนั้นเยี่ยมชมห้องสมุดที่มีข้อมูลดิจิตอลสามารถค้นหาข้อมูลหนังสือหรือวารสารต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์สะดวกรวดเร็ว ตอนเที่ยง Prof. Hardt นั้นเลี้ยงอาหารที่โรงแรมที่พัก แล้วตอนบ่ายเข้าชมห้องแล็บ VR (virtual reality)
ที่มีโมเดลสามมิติของเมืองเคมนิทซ์ ตรงจุดนี้มีงานวิจัยที่นาสนใจสามอย่างคือ ๑) ระบบแสดงผลสามมิติ ใช้หลักการ polarization ที่มีจอรอบตัว ๒) การจำลองปิงปอง และ ๓) จอแสดงผลแบบสามมิติรายละเอียดสูง ใช้หลักการ polarization เหมือนกัน Contact ที่พบที่ห้องแล็บนี้ก็คือ Prof. Mario Lorenz (Mario.Lorenz@informatik.tu-chemnitz.du) เป็นผู้อธิบายงานและการทำงานต่างร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทของเขา ผลงานทางวิชาการของห้องแล็บนี้สามารถดูได้ที่ http://www.tu-chemnitz.de/informatik/GDV/forschung/publikationen.php
จากนั้นเมียร์โค่ พาเดินชมเมืองในดาวน์ทาวน์ แวะซื้อไส้กรอกย่างกินกัน จากนั้นโต้ความหนาวที่ร้านไอศครีมริมถนน ใกล้ร้านมีโบสถ์เก่าแก่ มีคนกลุ่มหนึ่งยืนร้องเพลงหน้าโบสถ์
จากนั้นเมียร์โค่เดินพาชมเมืองต่อ แวะซื้อน้ำที่ซูเปอร์มาเก็ต แล้วกลับมาส่งที่โรงแรม เรานั่งคุยกันต่อที่ห้อง พอตอนเย็นก็ออกไปกินพิซซ่าที่ร้านอิตาเลี่ยน Toscana ใกล้ ๆ โรงแรม กว่าจะหลับอีกทีก็เที่ยงคืน อาหารแต่ละจานที่นี่ถ้าเทียบกับเมืองไทยนับว่าแพงมาก ราคาแต่ละจานไม่ต่ำกว่า 4 ยูโร (ประมาณ 200 บาท) ยังไม่นับรวมเครื่องดื่ม
จากนั้นเมียร์โค่ พาเดินชมเมืองในดาวน์ทาวน์ แวะซื้อไส้กรอกย่างกินกัน จากนั้นโต้ความหนาวที่ร้านไอศครีมริมถนน ใกล้ร้านมีโบสถ์เก่าแก่ มีคนกลุ่มหนึ่งยืนร้องเพลงหน้าโบสถ์
Day two (๓๑ มี.ค.๕๒)
ตอนเช้า Mirko Caspar นัดเก้าโมงครึ่งเพื่อไปชมแคมปัสใหญ่ที่ถนน Reinhainer นักศึกษาส่วนใหญ่จะเรียนกันที่นี่ เราเดินออกมาหน้าโรงแรมแต่ก็พลาดรถบัสนิดเดียว ต้องรออีกประมาณสิบนาที รถบัส (bus ออกเสียงบุซ) ตรงเวลามาก บางครั้งก็วิ่งทับบนเส้นเดียวกับที่รถรางวิ่ง ตรงกลางของถนนใหญ่ ใช้เวลาประมาณสิบนาทีก็ลงรถที่แคมปัสใหญ่ เมียร์โค่พาเดินชมตึกต่าง ๆ ตึกเรียนรวมขนาดใหญ่ และอาคารฟิสิกส์ที่กำลังสร้างใหม่ จากนั้นมานั่งพักกินกาแฟที่หน้าเมนซ่า (Mensa) เป็นเหมือนโรงอาหารของนักศึกษาและอาจารย์ วันนี้แดดออกอากาศไม่หนาวมาก นักศึกษาออกมานั่งผิงแดดดื่มกาแฟ พิมพ์งานกันด้านหน้าของอาคารเต็มไปหมด (นักศึกษาบางคนเด็ก ๆ ก็ซัดเบียร์กันแต่เช้าเลย) จากนั้นก็เดินต่อไปทางด้านตึกของคณิตศาสตร์ และที่พักนักศึกษาซึ่งเป็นอาคารอยู่ด้านหลังสนามกีฬา แต่ละตึกจะทาสีต่าง ๆ กันไปสีสันสดใสดูแล้วมีชิวิตชีวาดี พอใกล้เที่ยงเราก็เดินว
นกลับมาที่เมนซ่าเพื่อเตรียมรับประทานอาหาร เมียร์โค่รูดบัตรอาหารของเขาให้เรา ในเมนูจะมีให้เลือกสี่อย่างเขาเรียกว่าเอสเซ่น (essen I, II, III, IV) มีคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารฝรั่งและมีพวกมังสวิรัติด้วย เราเลือกสปาเก็ตตี้กับปลาดูเหมือนว่าพอจะกินได้หน่อย กินข้าวกันเสร็จก็เข้าไปดื่มกาแฟที่แคนทีนในตึกเดียวกัน จากนั้นเดินไปที่ตึกวิศวกรรมไฟฟ้าเพื่อไปหาอาจารย์จันทรา ซึ่งนราเทพอยากเข้าไปคุยด้วยเพื่อปรึกษาเรื่องการมาเรียนต่อปริญญาเอกที่นี่ แต่เลขาบอกว่ายังไม่ว่างแล้วจะหาเวลานัดให้อีก ตามตารางตอนบ่ายเราจะเข้าพบ Prof. Heinkel ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบ Embedded System เราเข้าไปนั่งรอในห้องประชุมซึ่งเปิดฮีทเตอร์ร้อนมากต้องถอดเครื่องพันธนาการเสื้อไหมพรมออกแล้วค่อยยังชั่วขึ้น Prof. Heinkel ยังไม่ว่างให้ Prof. Goran Herrmann ม
าอธิบายงานของห้องแล็บในส่วนนี้พร้อมกับนักศึกษาปริญญาเอกชื่อ Peter Wolf (peter.wold@e-technik.tu-chemnitz.de)ท่าทางคล่องแคล่วและเอาการงานน่าดู อ. Herrmann ดูออกจะมีอายุมากแล้วอธิบายถึงส่วนนี้ว่าเป็น Circuit and System Design ที่ทำงานด้าน Communication testbed, sensor data processing, x-to-x communication โดยเฉพาะเกี่ยวกับ car-to-infro, car-to-car, network on-chip, electro joystick, yarn sensor, ASIC analysis, และเกี่ยวกับ education ซึ่งเป็น rapid prototyping งานส่วนใหญ่แล้วใช้ FPGA ในการสร้างวงจรซึ่งใช้ภาษา VHDL ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สำหรับกำหนดว่าวงจรที่ต้องการเป็นอย่างไร (ไม่ต้องต่อวงจรเอง) เป็นระบบซึ่งมีมาค่อนข้างนานแล้วใช้ในงาน reconfigurable ของระบบควบคุมของดาวเทียม Prof. Heinkel ตามมาร่วมสนทนาในตอนหลัง ดูยังเป็นอาจารย์หนุ่มไฟแรง จากนั้นเยี่ยมชมห้องแล็บและดูอุปกรณ์ต่าง ๆ ดูห้องทำงานของนักศึกษา
ในห้องเขาจะเอาต้นไม้เข้าอยู่ข้างในเหมือนกับนั่งทำงานในสวนอะไรประมาณนั้น เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกัน
หลังจากดูงานเมียร์โค่ก็พาเราขึ้นรถเมลมาส่งที่โรงแรม เข้าพักผ่อนเช็คอีเมล แล้วนัดกันกินข้าวเย็นเวลาหกโมงเฉพาะคณะของ รร.จปร. เอง หกโมงเย็นสวมเสื้อหนาวหมวกถุงมือพร้อมก็พากันเดินไปประมาณสี่ร้อยเมตรฝ่าลมหนาวไปที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยน Toscana ร้านมีห้อง Sun Light เป็นระเบียงกระจกริมถนนเราเลือกนั่งที่ริมหน้าต่าง ดร.สุรัตน์กับนราเทพสั่งพิซซ่า ส่วนเราสั่งสปาเก็ตตี้หมูสับราดซอสมะเขือเทศ ใช้เวลาซักพักบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟต้องตกใจกันยกใหญ่ เพราะพิซซ่าถาดเบ้อเร่อ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบสิบสองนิ้ว สปาเก็ตตี้ก็จานใหญ่ แต่ทุกคนก็กินกันหมด เช็คบิลมาแล้วรวมทิปแล้วก็ประมาณสี่สิบยูโร นั่งคุยกันต่อสักพักแล้วก็พากันเดินกลับมาที่โรงแรม อาบน้ำอาบท่าแล้วมานั่งทำงานต่อ เช็คอีเมลโต้ตอบกับงานที่ยังค้างอยู่ กว่าจะเข้านอนก็ห้าทุ่มครึ่ง
Day 3 (พุธ ๑ เม.ย.๕๑)
วันนี้วันพุธแล้ว อีกตั้งหลายวันกว่าจะได้กลับบ้าน วันนี้มีนัดกับ Professur Medieninformatik, Prof. Eibl ดูงานเกี่ยวกับแล็บมัลติมีเดียที่แคมปัสในเมือง และตอนบ่ายมีไปดูพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม เมียร์โค่มารับที่โรงแรมเพื่อพาไปที่แล็บ มี Mark Ritter นักศึกษาหนุ่มไฟแรงมาเป็นหัวหน้าให้การต้อนรับ รู้สึกคณะนี้เตรียมตัวและมีความตั้งใจในการรับรองดีมาก มีกาแฟและสไลด์เตรียมไว้เป็นอย่างดี ริทเทอร์ใส่สูทเต็มยศ และมีเพื่อนร่วมงานอีกสามคนเป็นนักศีกษาปริญญาโททั้งหมด
แต่งตัวกันเรียบร้อย ริทเทอร์อธิบายโครงการที่เขาได้รับมาจากบริษัท Sachsmedia ซึ่งมีข้อมูลการเผยแพร่ทีวีในรัฐนี้ เขาทำเกี่ยวกับ video retrieval ต้องใช้เทคนิคของ image processing มาช่วยในการ recognize และสร้าง index ให้สำหรับค้นหาข้อมูลวิดีโอขนาดทั้งหมดประมาณ 10-60 Terra bytes (หนึ่งเทอราไบท์เท่ากับ 1000 เม็กกะไบท์) เป็นข้อมูลที่ใหญ่มาก เขาทำพวก extracting แอ็ททริบิวต์ของวิดีโอ หลังจากอธิบายส่วนรวมเสร็จ ริทเทอร์พาไปชมห้องคลัสเตอร์ขนาด ๑๒ โหนด และห้องทำงาน จากนั้นบรรยายต่อในเครื่องคอมจอยักษ์ของเขา และโปรแกรมที่เขาพัฒนาขึ้นด้วยภาษาจาวาซึ่งน่าสนใจมาก จากนั้นกลุ่มของเขาอธิบายระบบการส่งสัญญาณภาพดิจิตอลออกอากาศระบบ DVB-T เพื่อให้สามารถรับชมได้ในรัศมีประมาณ ๒ กม. ด้วยเครื่องรับทีวีดิจิตอล มี video lag ประมาณ ๕ วินาที จากนั้นสาธิตระบบ DVB-H ซึ่งใช้สำหรับส่งสัญญาณให้เครื่องรับแบบพกพาได้ ซึ่งมี video lag ประมาณ ๘ วินาที เสร็จจากการสาธิตของกลุ่มนี้ก็เที่ยงพอดี เมียร์โค่พาเราไปทานอาหารที่ mensa ของแคมปัสในเมืองนี้ ดูรายการอาหารแล้วท่าจะไม่อร่อย เราเลยไปเลือกอาหารข้าง ๆ ที่เป็นหมูย่างกับมันฝรั่งทอดซึ่งน่าจะโอเคกว่า เมียร์โค่จ่ายตังค์ค่าอาหารให้พวกเราเสร็จก็นั่งทานกัน ห้องอาหารที่นี่ไม่ใหญ่มากเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่จะอยู่ที่แคมปัสใหญ่
ตอนบ่ายเรามุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์รถไฟ Eisenbahn Railroad Musuem ซึ่งต้องนั่งรถไฟไปแล้วเดินไปอีก ๙๐๐ ม. ก่อนที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม Sauchsisches Indutriemuseum (www.saechsisches-industriemuseum.de) เยอรมันมีวิวัฒนาการด้านรถไฟมายาวนาน ที่พิพิธภัณฑ์นี้มีรถไฟเก่าซึ่งบางส่วนยังใช้งานได้ น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบรถไฟ มีรถไฟน่าสนใจอยู่หลายหัวจักร เราได้นั่งรถไฟเล็กซึ่งเป็นคล้าย utility สำหรับขนของขนคนในระยะใกล้ ๆ มากกว่า
จากนั้นเราขึ้นรถรางหน้าโรงแรมไปประมาณสิบห้านาที ก็ถึงพิพิธภัณฑ์นี้ เมียร์โค่จ่ายค่าตั๋ว แล้วเขาบอกว่าถ้าถ่ายรูปต้องจ่ายค่าเอากล้องเข้าไปอีกสองยูโร ก็เลยเอากล้องเก็บไว้ในล็อกเกอร์ (เพราะที่นี่เราเคยมาแล้วเมื่อสองปีก่อน) ที่นี่เก็บเครื่องจักรอุตสาหกรรมในสมัยก่อนไว้มากมาย ที่เกี่ยวกับอุตสหกรรมทอผ้า การผลิตรถยนต์ เครื่องจักรที่สลับซับซ้อนใช้แรงงานคนเดียว หรือแบบมีสายพานส่งกำลังจากมอเตอร์ตัวเดียว ไปให้กำลังแก่เครื่องจักรอื่น ๆ ได้เป็นสิบ ความสลับซับซ้อนของเครื่องกลที่นี่ดูแล้วน่าทึ่งมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถคิดค้นได้ขนาดนี้ เครื่องคิดเลขแบบเชิงกลสามารถบวก ลบ คูณได้
เราเดินทางกลับมาถึงในเมืองเคมนิทซ์ก็ห้าโมงเย็นแล้ว เมียร์โค่พาไปนั่งร้าน outdoor ใกล้ ๆ โรงแรมเพื่อดื่มน้ำแก้กระหาย รอเวลาไปทานอาหารเย็นที่ร้านผลิตเบียร์เล็ก ๆ ในดาวน์ทาวน์ใกล้ ๆ กับ city center ที่สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จมาเยี่ยมเมืองเคมนิทซ์ ร้านนี้คนเยอะมาก มีคนมาร่วมทานอาหารเย็นเก็บคณะเรา เป็นนักศึกษาปริญญาโทอีกสามคน และก็มีแป็บ อาจารย์ของ จปร. ที่มาเรียนปริญญาเอกอยู่ที่เคมนิทซ์ มาร่วมทานอาหารด้วย เบียร์ที่ร้านนี้เขามีเครื่องทำเอง รสชาดดีเขาบอกว่าดีกว่าเบียร์ไฮเนเก่นที่คนไทยชอบ จากนั้นเราไปดื่มเบียร์กันต่อที่อีกร้านหนึ่งในย่านเดียวกัน เป็นร้านไม่ใหญ่มากเมียร์โค่แนะนำเบียร์อีกอันหนึ่งจำชื่อไม่ได้ เสร็จจากร้านนี้ก็แยกย้ายกัน
อ่านต่อ บันทึก day 4-6
http://drprachya.blogspot.com/2009/04/chemnitz-trip-2009-day-4-6.html
ตอนเช้า Mirko Caspar นัดเก้าโมงครึ่งเพื่อไปชมแคมปัสใหญ่ที่ถนน Reinhainer นักศึกษาส่วนใหญ่จะเรียนกันที่นี่ เราเดินออกมาหน้าโรงแรมแต่ก็พลาดรถบัสนิดเดียว ต้องรออีกประมาณสิบนาที รถบัส (bus ออกเสียงบุซ) ตรงเวลามาก บางครั้งก็วิ่งทับบนเส้นเดียวกับที่รถรางวิ่ง ตรงกลางของถนนใหญ่ ใช้เวลาประมาณสิบนาทีก็ลงรถที่แคมปัสใหญ่ เมียร์โค่พาเดินชมตึกต่าง ๆ ตึกเรียนรวมขนาดใหญ่ และอาคารฟิสิกส์ที่กำลังสร้างใหม่ จากนั้นมานั่งพักกินกาแฟที่หน้าเมนซ่า (Mensa) เป็นเหมือนโรงอาหารของนักศึกษาและอาจารย์ วันนี้แดดออกอากาศไม่หนาวมาก นักศึกษาออกมานั่งผิงแดดดื่มกาแฟ พิมพ์งานกันด้านหน้าของอาคารเต็มไปหมด (นักศึกษาบางคนเด็ก ๆ ก็ซัดเบียร์กันแต่เช้าเลย) จากนั้นก็เดินต่อไปทางด้านตึกของคณิตศาสตร์ และที่พักนักศึกษาซึ่งเป็นอาคารอยู่ด้านหลังสนามกีฬา แต่ละตึกจะทาสีต่าง ๆ กันไปสีสันสดใสดูแล้วมีชิวิตชีวาดี พอใกล้เที่ยงเราก็เดินว
หลังจากดูงานเมียร์โค่ก็พาเราขึ้นรถเมลมาส่งที่โรงแรม เข้าพักผ่อนเช็คอีเมล แล้วนัดกันกินข้าวเย็นเวลาหกโมงเฉพาะคณะของ รร.จปร. เอง หกโมงเย็นสวมเสื้อหนาวหมวกถุงมือพร้อมก็พากันเดินไปประมาณสี่ร้อยเมตรฝ่าลมหนาวไปที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยน Toscana ร้านมีห้อง Sun Light เป็นระเบียงกระจกริมถนนเราเลือกนั่งที่ริมหน้าต่าง ดร.สุรัตน์กับนราเทพสั่งพิซซ่า ส่วนเราสั่งสปาเก็ตตี้หมูสับราดซอสมะเขือเทศ ใช้เวลาซักพักบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟต้องตกใจกันยกใหญ่ เพราะพิซซ่าถาดเบ้อเร่อ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบสิบสองนิ้ว สปาเก็ตตี้ก็จานใหญ่ แต่ทุกคนก็กินกันหมด เช็คบิลมาแล้วรวมทิปแล้วก็ประมาณสี่สิบยูโร นั่งคุยกันต่อสักพักแล้วก็พากันเดินกลับมาที่โรงแรม อาบน้ำอาบท่าแล้วมานั่งทำงานต่อ เช็คอีเมลโต้ตอบกับงานที่ยังค้างอยู่ กว่าจะเข้านอนก็ห้าทุ่มครึ่ง
Day 3 (พุธ ๑ เม.ย.๕๑)

วันนี้วันพุธแล้ว อีกตั้งหลายวันกว่าจะได้กลับบ้าน วันนี้มีนัดกับ Professur Medieninformatik, Prof. Eibl ดูงานเกี่ยวกับแล็บมัลติมีเดียที่แคมปัสในเมือง และตอนบ่ายมีไปดูพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม เมียร์โค่มารับที่โรงแรมเพื่อพาไปที่แล็บ มี Mark Ritter นักศึกษาหนุ่มไฟแรงมาเป็นหัวหน้าให้การต้อนรับ รู้สึกคณะนี้เตรียมตัวและมีความตั้งใจในการรับรองดีมาก มีกาแฟและสไลด์เตรียมไว้เป็นอย่างดี ริทเทอร์ใส่สูทเต็มยศ และมีเพื่อนร่วมงานอีกสามคนเป็นนักศีกษาปริญญาโททั้งหมด
แต่งตัวกันเรียบร้อย ริทเทอร์อธิบายโครงการที่เขาได้รับมาจากบริษัท Sachsmedia ซึ่งมีข้อมูลการเผยแพร่ทีวีในรัฐนี้ เขาทำเกี่ยวกับ video retrieval ต้องใช้เทคนิคของ image processing มาช่วยในการ recognize และสร้าง index ให้สำหรับค้นหาข้อมูลวิดีโอขนาดทั้งหมดประมาณ 10-60 Terra bytes (หนึ่งเทอราไบท์เท่ากับ 1000 เม็กกะไบท์) เป็นข้อมูลที่ใหญ่มาก เขาทำพวก extracting แอ็ททริบิวต์ของวิดีโอ หลังจากอธิบายส่วนรวมเสร็จ ริทเทอร์พาไปชมห้องคลัสเตอร์ขนาด ๑๒ โหนด และห้องทำงาน จากนั้นบรรยายต่อในเครื่องคอมจอยักษ์ของเขา และโปรแกรมที่เขาพัฒนาขึ้นด้วยภาษาจาวาซึ่งน่าสนใจมาก จากนั้นกลุ่มของเขาอธิบายระบบการส่งสัญญาณภาพดิจิตอลออกอากาศระบบ DVB-T เพื่อให้สามารถรับชมได้ในรัศมีประมาณ ๒ กม. ด้วยเครื่องรับทีวีดิจิตอล มี video lag ประมาณ ๕ วินาที จากนั้นสาธิตระบบ DVB-H ซึ่งใช้สำหรับส่งสัญญาณให้เครื่องรับแบบพกพาได้ ซึ่งมี video lag ประมาณ ๘ วินาที เสร็จจากการสาธิตของกลุ่มนี้ก็เที่ยงพอดี เมียร์โค่พาเราไปทานอาหารที่ mensa ของแคมปัสในเมืองนี้ ดูรายการอาหารแล้วท่าจะไม่อร่อย เราเลยไปเลือกอาหารข้าง ๆ ที่เป็นหมูย่างกับมันฝรั่งทอดซึ่งน่าจะโอเคกว่า เมียร์โค่จ่ายตังค์ค่าอาหารให้พวกเราเสร็จก็นั่งทานกัน ห้องอาหารที่นี่ไม่ใหญ่มากเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่จะอยู่ที่แคมปัสใหญ่ตอนบ่ายเรามุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์รถไฟ Eisenbahn Railroad Musuem ซึ่งต้องนั่งรถไฟไปแล้วเดินไปอีก ๙๐๐ ม. ก่อนที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม Sauchsisches Indutriemuseum (www.saechsisches-industriemuseum.de) เยอรมันมีวิวัฒนาการด้านรถไฟมายาวนาน ที่พิพิธภัณฑ์นี้มีรถไฟเก่าซึ่งบางส่วนยังใช้งานได้ น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบรถไฟ มีรถไฟน่าสนใจอยู่หลายหัวจักร เราได้นั่งรถไฟเล็กซึ่งเป็นคล้าย utility สำหรับขนของขนคนในระยะใกล้ ๆ มากกว่า

จากนั้นเราขึ้นรถรางหน้าโรงแรมไปประมาณสิบห้านาที ก็ถึงพิพิธภัณฑ์นี้ เมียร์โค่จ่ายค่าตั๋ว แล้วเขาบอกว่าถ้าถ่ายรูปต้องจ่ายค่าเอากล้องเข้าไปอีกสองยูโร ก็เลยเอากล้องเก็บไว้ในล็อกเกอร์ (เพราะที่นี่เราเคยมาแล้วเมื่อสองปีก่อน) ที่นี่เก็บเครื่องจักรอุตสาหกรรมในสมัยก่อนไว้มากมาย ที่เกี่ยวกับอุตสหกรรมทอผ้า การผลิตรถยนต์ เครื่องจักรที่สลับซับซ้อนใช้แรงงานคนเดียว หรือแบบมีสายพานส่งกำลังจากมอเตอร์ตัวเดียว ไปให้กำลังแก่เครื่องจักรอื่น ๆ ได้เป็นสิบ ความสลับซับซ้อนของเครื่องกลที่นี่ดูแล้วน่าทึ่งมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถคิดค้นได้ขนาดนี้ เครื่องคิดเลขแบบเชิงกลสามารถบวก ลบ คูณได้

เราเดินทางกลับมาถึงในเมืองเคมนิทซ์ก็ห้าโมงเย็นแล้ว เมียร์โค่พาไปนั่งร้าน outdoor ใกล้ ๆ โรงแรมเพื่อดื่มน้ำแก้กระหาย รอเวลาไปทานอาหารเย็นที่ร้านผลิตเบียร์เล็ก ๆ ในดาวน์ทาวน์ใกล้ ๆ กับ city center ที่สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จมาเยี่ยมเมืองเคมนิทซ์ ร้านนี้คนเยอะมาก มีคนมาร่วมทานอาหารเย็นเก็บคณะเรา เป็นนักศึกษาปริญญาโทอีกสามคน และก็มีแป็บ อาจารย์ของ จปร. ที่มาเรียนปริญญาเอกอยู่ที่เคมนิทซ์ มาร่วมทานอาหารด้วย เบียร์ที่ร้านนี้เขามีเครื่องทำเอง รสชาดดีเขาบอกว่าดีกว่าเบียร์ไฮเนเก่นที่คนไทยชอบ จากนั้นเราไปดื่มเบียร์กันต่อที่อีกร้านหนึ่งในย่านเดียวกัน เป็นร้านไม่ใหญ่มากเมียร์โค่แนะนำเบียร์อีกอันหนึ่งจำชื่อไม่ได้ เสร็จจากร้านนี้ก็แยกย้ายกัน
อ่านต่อ บันทึก day 4-6
http://drprachya.blogspot.com/2009/04/chemnitz-trip-2009-day-4-6.html
2 comments:
อาจารย์เขียนได้ยาวมากกกกกก เลยค่ะ เก๋อ่านแค่วันที่ 1-3 ก็หมดไปแล้วหลายนาทีฮ่าๆ แต่สนุกดี เก็บรายละเอียดมาได้เยอะมากเลย
อย่าอ่นอย่างเดียวนะ คิด คิด คิด ตามไปด้วยว่าได้อะไร้?? ขอบคุณมากที่ยังมีเวลามาอ่านและมี feedback ให้ take care
Post a Comment